ไอเดีย “งานศพแปลกๆ” จากทั่วโลก

ถ้าพูดถึงงานศพ แน่นอนว่าต้องเป็นงานโศกเศร้าที่ใครๆ ก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนใกล้ชิด แต่สำหรับบางคนแล้ว กลับมีไอเดียงานศพแบบแปลกๆ ที่แทนจะทำให้ดูเศร้ากลับทำให้เรารู้สึกประหลาดใจแทนซะอย่างงั้น

จ้างนักแสดงเปลื้องผ้ามาแสดงในงานศพ

stripper-funeral

ที่มาภาพ funeral wise

ในประเทศจีน ถือว่ากันถ้างานศพมีคนมาร่วมงานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นเกียรติกับผู้ตายมากเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งคนมาร่วมงานก็มีไม่มากพอ ดังนั้น ผู้จัดงานจึงต้องหาตัวช่วยอื่นที่จะทำให้มีคนสนใจมาร่วมงานมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น การจ้างนักแสดงเปลื้องผ้ามาแสดงในงานศพ ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นวิธีการที่ได้ผลดีทีเดียวเพราะคนอยากมาดูของสวยๆ งามๆ มากกว่ามาพิธีศพน่าเบื่อเป็นไหนๆ

ถึงจะเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันทั่วไป รัฐบาลของประเทศจีนก็ไม่ค่อยปลื้มกับวิธีนี้นัก จนถึงต้องมีการจัดกฏหมายลงโทษผู้ที่จัดงานแสดงอนาจารแบบนี้ รวมถึงเปิดสายด่วนรับแจ้งจากประชาชนว่ามีที่ไหนที่จัดงานศพในลักษณะนี้บ้าง

พิธีการงานศพแบบนี้เป็นที่นิยมมากในไต้หวัน ซึ่งนอกจากจะมีนักเต้นสาวๆ มาแสดงในงานศพแบบนี้แล้ว ยังมีการจัดเวทีบนรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างตระการตาด้วยไฟนีออนหลากสีและกลุ่มนักเต้นสาวเต้นโชว์อยู่บนหลังรถอีกด้วย ผู้จัดงานบางคนก็อ้างว่า การแสดงแบบนี้จำเป็นต่อการทำให้วิญญาณที่หลงทางอยู่สงบลง

p13-110630-a1

ที่มาภาพ taipei times

 

 

โลงศพแฟนซีตามสั่ง

coffin-plane_2107591i-600x382

ที่มาภาพ odd stuff magazine

โลงศพถือเป็นสิ่งสำคัญมากในงานศพและอาจจะเป็นของที่มีราคาแพงที่สุดในงานด้วยซ้ำ แต่ในเชื่อคุณจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อโลงที่คุณจะใช้เป็นที่นอนสุดท้าย ทำไมไม่ซื้อแบบที่คุณชอบเสียเลยล่ะ อย่างที่ร้าน “Fantasy coffins” ในประเทศกานา ซึ่งถือเป็นรับทำโลงศพตามสั่งที่แฟนซีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ชาวกานาในทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเชื่อกันว่า โลงศพควรจะสะท้อนถึงผู้ที่ใช้ว่า ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่เขาเป็นคนอย่างไร และสำหรับใครที่ต้องการโลงศพแบบแฟนซี ช่างทำโลงศพของกาน่าก็สามารถเนรมิตโลงศพแบบใดก็ได้ตามที่คุณต้องการ เช่น ถ้าคุณเป็นชาวประมง โลงของคุณก็อาจจะเป็นรูปปลาแบบนี้

28652871.optim

ที่มาภาพ ghanaweb
หรือถ้าคุณเป็นคนติดโทรศัพท์มาก ก็มีโลงที่เหมาะกับคุณเหมือนกัน

images

ที่มาภาพ eshopafrica

 

หรือถ้าคุณเป็นนักดื่มตัวยง คุณก็อาจจะอยากได้โลงรูปขวดเหล้าที่บ่งบอกถึงตัวตนในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่

coffinbeer_2107472i

ที่มาภาพ odd stuff magazine

 

ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องตลกขำๆ แต่โลงเหล่านี้ก็ถูกใช้งานจริง อีกทั้งยังมีราคาแพงอีกด้วย และไม่กี่ปีมานี้งานฝีมือพวกนี้ก็ถูกนำไปจัดตั้งโชว์ตามงานศิลปะและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้หลังๆมาโลงศพสั่งทำแบบพิเศษก็เริ่มได้รับความนิยมในประเทศแถบอังกฤษอีกด้วย

casket-shapes

ที่มาภาพ epromos

 

 

ใช้เถ้าของตัวเองเป็นกระสุนพลุ

Hunter_S._Thompson,_1988_crop

ที่มาภาพ wikipedia

นักเขียนผู้มีนิสัยขวางโลก Hunter S. Thompson มีนิสัยที่ชอบทำอะไรเพี้ยนๆ แบบสุดขั้ว และด้วยนิสัยแบบนี้กับด้วยความที่เขาใช้งานเสพติดเกินขนาดเป็นประจำก็นำไปสู่การฆ่าตัวตายในปี ค.ศ.2005

เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจกันว่าจะทำอย่างไรกับร่างของเขาดี ก็เป็นที่แน่นอนว่า จะให้จัดงานเรียบๆ ธรรมดาๆ แบบคนอื่นคงไม่เหมาะกับนิสัยของเจ้าตัวแน่ๆ ดังนั้น เพื่อให้เขาได้จากไปอย่างยิ่งใหญ่เหมือนตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ จึงได้มีการนำเถ้ากระดูกของเขาไปผสมกับดินระเบิดเพื่อใช้ทำเป็นดอกไม้ไฟ และสร้างแท่นยิงรูปกำปั้นสูง 150 ฟุตขึ้นมาเพื่อใช้ยิง

canon

ที่มาภาพ certifiedrandom , summit-eng-group

พิธีการนี้เป็นไปตามคำสั่งเสียของเขา เมื่อเถ้ากระดูกและดินปืนทั้งหมดถูกบรรจุไว้ในปืนใหญ่ เหล่าญาติและเพื่อนที่รักของเขาก็พากันมารวมตัวกันเพื่อดูสิ่งที่เหลืออยู่ของเขาถูกยิงขึ้นไปบนฟ้า กลายเป็นดอกไม้ไฟขนาดใหญ่ที่สวยงาม

050820_thompson_vmed_8p.widec

ที่มาภาพ the-better-man.com

สำหรับใครที่ได้อ่านแล้วอยากจะเตรียมงานศพของตัวเองตามแบบนี้บ้าง คุณจะต้องมีเงินประมาณ 2 ล้านเหรียญดอลล่าร์เพื่อใช้ในการจัดงาน

 

 

งานศพของคนรักรถ

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า คนตายควรจะถูกฝังพร้อมกับข้าวของส่วนตัวทั้งหมด เพื่อเขาจะได้มีไว้ใช้ในโลกหน้า สำหรับยุคปัจจุบัน Lonnie Holloway จากเมือง Saluda รัฐเซาท์แคโรไลนา นำเอาความเชื่อแบบนี้กลับมาอีกครั้งเมื่อเขาสั่งเสียไว้ว่า หากเขาตายแล้ว ให้นำเขาไปใส้ไว้ที่เบาะคนขับของรถรุ่นคลาสสิก Pontiac Catalina ปี 1973 สุดที่รัก แล้วฝังไปพร้อมๆ กันเสียเลย

images2

ที่มาภาพ examiner

นอกจากคำสั่งเสียแปลกๆ นี้แล้ว Holloway ยังสั่งให้ครอบครัวของเขานำเงิน 100 ดอลล่าร์ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขา พร้อมกับให้ฝังคอลเล็กชันปืนที่สะสมไว้ไปกับเขาด้วย

แต่ Lonnie Holloway ก็ยังไม่อาจะเทียบได้กับ David Morales Colon ชายชาวเปอร์โตริโก ผู้ซึ่งสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นสิงห์นักบิดตัวยง และเมื่อเขาเสียชีวิตแล้ว ร่างของเขาก็ถูกจัดแจงให้นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซด์คันโปรดในท่ากำลังขับเหมือนกับตอนยังมีชีวิตอยู่

967745_deadonbike1_jpgb11d48db2845df3b9c3e32da969bc0ca

ที่มาภาพ nairaland

เป็นเวลา 3 วันที่ร่างของ David ถูกตั้งโชว์ไว้กลางงานศพที่จัดขึ้นที่บ้านของเขา ในท่าทางที่เหมือนกับกำลังจะขับมอเตอร์ไซด์ออกไป เขาอยู่ในชุดที่ใช้เวลาขับรถตามปกติ พร้อมหมวกและแว่นกัดแดด สมจริงเสียจนดูแทบไม่ออกเลยว่านี่เป็นร่างของคนที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

967746_deadonbike2_jpgcb7dcf0dd785c28d29fbec9e0a8381aa

ที่มาภาพ nairaland

งานศพแบบ Drive-through

USA/

ที่มาภาพ reuters

เราทุกคนต่างต้องเคยไปร่วมงานศพของคนที่เราไม่ได้รู้จักดีนัก ซึ่งส่วนมากเราก็แค่ไปนั่งเฉยๆ แล้วพยายามทำท่าทางให้สงบเสงี่ยมมากที่สุดตามสถานการณ์ แต่สำหรับบริษัทจัดงานศพในเมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เขารับจัดงานศพแบบ Drive-through สำหรับผู้ที่ต้องการมางานศพแบบรวดเร็ว

การมาร่วมงานศพแบบนี้ก็ทำได้อย่างรวดเร็วตามชื่อ Drive-through เลย คือ คุณแค่ขับรถเข้าไปดูศพที่ถูกจัดตั้งไว้ในห้องกระจกนานเท่าที่คุณต้องการ จากนั้นก็ขับรถออกไป ผู้จัดการร้านบอกไว้ว่า การจัดงานแบบนี้เหมาะมากสำหรับคนสูงอายุที่ไม่ค่อยมีแรงสำหรับการเดินทาง หรือสำหรับคนที่ไม่ได้รู้จักผู้ตายดีนัก

pb-120209-drive-thru-01.photoblog900

ที่มาภาพ reuters

ถึงจะดูแปลกๆ แต่บริษัทนี้ก็ไม่ใช่เจ้าเดียวที่รับจัดงานแบบนี้ ย้อนไปในช่วงปี ค.ศ.1980 ก็มีบริษัทจัดงานศพแบบ Drive-through ที่ชิคาโกเหมือนกัน ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรกับร้าน Drive-through ของ McDonald เลย คุณแค่ขับรถเข้าไป แล้วสั่งว่าคุณต้องการมาพบกับใคร จากนั้นคุณก็จะขับยังส่วนแสดงภาพซึ่งมีจอขนาด 25 นิ้ว ฉายภาพของผู้ตายอยู่ ซึ่งภาพนี้จะโชว์อยู่แค่ 3 วินาทีเท่านั้น แต่คุณสามารถกดปุ่มเพื่อดูซ้ำได้เรื่อยๆ

drive-through-0004

ที่มาภาพ 2dives

ที่มา Cracked
ที่มาภาพประกอบ the suite world

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/articles/strange-funerals-around-the-world/

12 กุมภาพันธ์ “Red Hand Day”

วันนี้ 12 กุมภาพันธ์ ตรงกับวัน Red Hand Day ซึ่งมีขึ้นเพื่อเป็นการร้องขอให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ  หันมาให้ความสำคัญกับชะตากรรมของเหล่าทหารเด็ก ซึ่งถูกบังคับให้เป็นทหารเนื่องจากสภาวะสงคราม

red_hand_logo

ที่มาภาพ biztonsagpolitika

เป้าหมายหลักของวันนี้ก็เพื่อต่อต้านการใช้ทหารเด็กและให้ความช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ มีเด็กๆ จำนวนมากถูกใช้เป็นทหารในประเทศเช่น คองโก รวันดา ยูกันดา ซูดาน พม่า ฟิลิปปินส์ โคลัมเบีย และปาเลสไตน์ ซึ่งจากการประมาณตัวเลขในช่วงปี ค.ศ.2006-2009 พบว่า จำนวนทหารเด็กทั้งหมดไม่ได้น้อยลงเลย

ปัจจุบัน จำนวนทหารเด็กมีประมาณ 250,000 คน หนึ่งในสามของจำนวนนี้เป็นเด็กผู้หญิง อย่างไรก็ตาม จำนวนจริงๆ ไม่สามารถวัดได้แน่ชัด เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของฝ่ายกบฏ

Karen_Child_Soldiers

ที่มาภาพ bandwmag

สาเหตุหลักๆ ที่กลุ่มกองกำลังต่างๆ หรือแม้แต่รัฐบาลของบางประเทศชอบเกณฑ์เด็กมาเป็นทหาร ก็เพราะเด็กยังไม่มีความความสามารถในการแยกแยะสิ่งที่ถูกหรือผิดได้เท่ากับผู้ใหญ่ บางคนยังไม่สามารถแยกแยะระหว่างความเป็นจริงและเรื่องผจญภัยเพ้อฝันได้ อีกทั้งในช่วงอายุหนึ่ง เด็กจะยังไม่สามารถเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับความตายได้อย่างถ่องแท้ และทำให้สามารถฆ่าผู้อื่นได้อย่างไม่รู้สึกผิดอะไร นอกจากนั้น เด็กยังสามารถควบคุมได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่อีกด้วย

Red Hand Day เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2002 มีการทำข้อตกลงโดยสหประชาชาติและมีประเทศร่วมลงนามกว่า 100 ประเทศ นอกจากนี้ ยังมีองค์กรระดับชาติอีกหลายองค์กรที่มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการใช้ทหารเด็ก เช่น UNICEF , International Red Cross and Red Crescent Movement.

8605_760x463_760x463_0x19

ที่มาภาพ kindernothilfe

 

ที่มา Wikipedia , Wikipedia : Red Hand Day

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/on-the-day/12-feb-red-hand-day/

โมเลกุล Dickkopf-1 หนึ่งในศัตรูร้ายต่อการจดจำเมื่ออายุมากขึ้น

elderly_0The Elderly [Wikimedia Commons]

นักวิจัย ณ German Cancer Research Center ใน Heidelberg ได้ค้นพบโมเลกุลอนุภาคหนึ่ง โดยตั้งชื่อว่า Dickkopf-1 หรือ Dkk1 ซึ่งดูเหมือนจะมีผลกระทบกับความสามารถในการจดจำเมื่อคนอายุมากขึ้น

มนุษย์ หรือหนูที่มีอายุมากขึ้น เซลล์ประสาทจะถูกผลิตได้น้อยลงซึ่งปิดกั้นความสามารถในการจดจำ แต่เมื่อนักวิจัยทำการหยุดยั้ง Dkk1 ปรากฎว่าหนูทดลองที่อายุมากที่ทำการทดสอบความจำ และการรับรู้นั้น ได้ผลการทดสอบดีเท่าหนูที่อายุน้อยกว่า

แต่การหยุดยั้ง Dkk1 ทำให้เกิดการซึมเศร้าขึ้น โดยนักวิจัยกล่าวว่า พวกเขากำลังทำงานอย่างหนักสำหรับการรักษาต่างๆ โดยใช้ การหยุดยั้ง Dkk1

ที่มา popsci

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/news/molecule-called-dickkopf-1-your-worst-enemy-you-age/

ฉีก-แปะ แมกกาซีนให้เป็นภาพศิลปะแนวคลาสสิก

ศิลปินจาก Brooklyn ชื่อ Vik Muniz ได้นำการ ฉีก-แปะ แมกกาซีนมาสร้างผลงานศิลปะแนวคลาสสิกจากศิลปินในอดีต ไม่ว่าจะเป็น Van Gogh, Cézanne, Edouard Manet, Mary Cassatt และ Caravaggio โดยถ้ามองภาพที่เขาสร้างสรรค์ใหม่นี้จะสังเกตเห็นใบหน้า และสิ่งของต่างๆ ที่มาจากแมกกาซีน

Muniz มีเชื้อสายบราซิล เป็นคนที่หลงใหลในการสร้างผลงานจากเครื่องมือเช่น การฉีก-แปะกระดาษ, ด้าย, แยม, ช็อกโกแลต, ซอสมะเขือเทศ, ฝุ่น, ของเล่น, สีย้อม และน้ำตาล เป็นต้น โดยเขาได้จัดแสดงผลงานไปทั่วโลก

 

 

ข้อมูลจาก visualnews ที่มา dawnawakened

portrait_ptig2

vik-muniz-A-Bar-at-Folies-bergères-after-Edouard-Manet-600x437

vik-muniz-A-Sunday-on-La-Grande-Jatte-after-Georges-Seurat-600x403

vik-muniz-Boy-Blowing-Bubbles-after-Edouard-Manet-600x744

vik-muniz-Green-Monkey-after-George-Stubbs-600x723

vik-muniz-Portrait-of-Adeline-Ravoux-after-Van-Gogh-600x736

vik-muniz-Sick-Bacchus-after-Caravaggio-600x780

vik-muniz-The-Card-Players-after-Cézanne-600x502

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/stories/torn-up-magazines-become-classic-art/

ผู้ชายซึ่งใช้เวลา 7 ปีในการวาดสุดยอดเขาวงกต

30 ปีก่อน คนดูแลตึกของมหาวิทยาลัย ณ ประเทศญี่ปุ่นคนหนึ่ง ได้ใช้เวลาว่างนั่งอยู่หน้ากระดาษ A1 สีขาว จรดดินสอ ไม้บรรทัด และเริ่มวาดเขาวงกตที่ซับซ้อนสุดๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นทางโค้ง ความซับซ้อนและลึกลับต่างๆ ล้วนมาจากสมองของเขาทั้งสิ้น เขาใช้เวลาว่างในการวาดรูปเขาวงกตนี้เป็นเวลาถึง 7 ปี จากนั้นเขาก็ม้วนกระดาษ และเก็บไว้เป็นเวลานานจนลืม…..

ทันใดนั้นเองก็มีบัญชีทวิตเตอร์ @Kya7y  เธอได้พบของเก่าๆ ของคุณพ่อเมื่อครั้งยังทำงานเป็นคนดูแลตึกอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เขาวงกต นั่นเอง เธอถ่ายรูป และทวีตสู่สาธารณชน และเธอก็พบกับคำถามมากมายจากคนที่สนใจเขาวงกตของพ่อเธอ หนึ่งในคำถามสุดฮิตคือ “คุณจะพิมพ์มันขาย หรือแจกจ่ายได้หรือไม่”

บางครั้งรูปวาดในเวลาว่างของคุณ เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะกลายเป็นผลงานศิลปะที่มีคนสนใจก็เป็นได้

ข้อมูลจาก colossal ที่มา spoon and tamago

717755386-580x435

720286312

BAjvOvjCEAElMvX

BAjwuB2CEAIlaGS

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/stories/man-spends-7-years-drawing-incredibly-intricate-maze/

รีวิว Sony WALKMAN F800 เครื่องเล่นมีเดียพลัง Android ภาคซอฟต์แวร์และการใช้งานจริง

Sony WALKMAN F800 NWZ-F804

จากตอนที่แล้ว ที่ได้พาไปดูรายละเอียดฮาร์ดแวร์ของ WALKMAN F800 กันไปแล้ว รอบนี้เรามาต่อกับส่วนของซอฟต์แวร์และการใช้งานจริงกันครับ ว่าเจ้า WALKMAN F800 มันจะเทพสมคำร่ำลือหรือไม่

(more…)

from:http://rev.at1987.com/review/sony-walkman-f800-part-2/

“David The Bubble Boy” เด็กชายผู้อาศัยอยู่ในพลาสติกใส

จะเป็นอย่างไรถ้าคุณต้องใช้ชีวิตอยู่ในพลาสติกใสตลอดเวลาทั้งชีวิต? นี่คือเรื่องราวของ David หรือที่รู้จักกันในชื่อ “The bubble boy” ผู้ที่ไม่เคยได้สัมผัสกับโลกภายนอกแบบตรงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว

bubbleboy5_f

ที่มาภาพ wired

David Phillip Vetter เกิดมาพร้อมกับอาการผิดปกติที่เรียกว่า Severe Combined Immunodeficiency (SCID) หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่ทำให้เขาไม่มีภูมิต้านทานเชื้อโรค และต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบปิดที่ฆ่าเชื้อแล้วเท่านั้น เพราะถ้าเขาได้เจอกับเชื้อโรคแม้แต่เพียงนิดเดียวก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้

พ่อแม่ของ David คือ David Joseph Vetter, Jr. และ Carol Ann Vetter เคยมีลูกชายที่ป่วยเป็นโรค SCID มาก่อนแล้ว ซึ่งเด็กคนนั้นมีอายุได้ 7 เดือนก่อนที่จะเสียชีวิตลง ทั้งคู่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่า ถ้าหากทั้งสองมีลูกชายอีกเด็กคนนั้นจะมีโอกาส 50% ที่จะป่วยเป็นโรคนี้ ครอบครัว Vetter ซึ่งมีลูกสาวที่เป็นปกติดีอยู่แล้ว 1 คน ได้ตัดสินใจมีลูกอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ก็เป็นเด็กผู้ชายอีก และทั้งสองก็ปฏิเสธที่จะทำแท้งและเก็บเด็กคนนี้เอาไว้

David เกิดวันที่ 21 กันยายน ปี ค.ศ.1971 ที่โรงพยาบาลเด็ก Texas Children’s Hospital ในเมืองฮูสตัน รัฐเทกซัส หลังจากเขาเกิดมาได้ไม่ถึง 10 วินาที เขาก็ถูกย้ายไปอยู่บนเตียงปิดแบบพิเศษที่เตรียมไว้สำหรับเขาโดยเฉพาะ หลังจากนั้น เขาก็ต้องอาศัยอยู่ในพลาสติกใสปลอดเชื้อตลอดเวลาเกือบทั้งชีวิตของเขา ในตอนแรกมีแผนที่จะทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งจะช่วยรักษาเขาได้ แต่โครงการนี้ก็ต้องหยุดไปก่อน เนื่องมาจากไขกระดูกของพี่สาวไม่เข้ากับร่างกายของเขา และยังไม่มีผู้บริจาคที่เหมาะสม

david1

david3

ที่มาภาพ cbsnews

น้ำ อาหาร อากาศ เสื้อผ้า และผ้าอ้อมของ David จะต้องถูกฆ่าเชื้อก่อนจะถูกส่งเข้าไปยังตู้ปลอดเชื้อที่เขาอาศัยอยู่ การจะจับตัวเขาได้ต้องทำผ่านถุงมือแบบพิเศษซึ่งออกแบบมาให้ติดกับผนังตู้เท่านั้น ภายในตู้จะมีเครื่องอัดอากาศเปิดไว้ตลอดเวลา ซึ่งเครื่องนี้มีเสียงดังมากทำให้การสื่อสารกับเด็กชายเป็นไปได้ยาก แต่ทีมแพทย์และพ่อแม่ของเขาก็พยายามหาวิธีที่จะให้ David ได้ใช้ชีวิตเป็นปกติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยจัดให้เขาได้เรียนหนังสือ ดูโทรทัศน์ และเล่นอยู่ในห้องปลอดเชื้อ

david2

david7

ที่มาภาพ cbsnews

หลังจาก David เกิดได้ 3 ปี ทีมรักษาได้สร้างตู้ปลอดเชื้อขึ้นในบ้านของครอบครัวเขา ซึ่งทำให้ David ได้อยู่ที่บ้านบ้างครั้งละ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขาก็จะมีเพื่อนเล่นคือพี่สาวและเด็กๆ แถวบ้าน ซึ่งเพื่อนๆ เขานี่เองได้ทำการฉายภาพยนตร์เรื่อง Return of the Jedi ในโรงภาพยนตร์แถวบ้านเป็นพิเศษเพื่อให้ David ได้มาดูโดยอยู่ในตู้ปลอดเชื้อแบบเคลื่อนที่

เมื่อ David อายุได้ 4 ปี เขาใช้เข็มเจาะเลือดที่ถูกลืมทิ้งไว้ในตู้ เจาะเป็นรูบนพลาสติกที่ล้อมรอบเขาอยู่ เมื่อเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น ทีมแพทย์เลยพยายามอธิบายเกี่ยวกับเชื้อโรคและอาการของเขาให้ David ฟัง เมื่อเขาเริ่มโตขึ้น เขาก็เริ่มรับรู้ว่ามีโลกภายนอกที่นอกเหนือจากพลาสติกใสที่เขาอาศัยอยู่อีก และแสดงความสนใจที่จะได้เห็นสิ่งภายนอกผ่านทางหน้าต่างโรงพยาบาลและโทรทัศน์

bubbleboy1_f

ที่มาภาพ wired

ในปี ค.ศ.1977 เมื่อ David อายุได้ 6 ปี นักวิจัยจากองค์กร NASA ได้พัฒนาชุดพิเศษที่ดัดแปลงมาจากชุดอวกาศสำหรับ David โดยเฉพาะ ชุดนี้จะมีท่อยาว 2.5 เมตร ต่อกับตู้ปลอดเชื้อของเขา ทำให้เขาสามารถออกจากตู้และเดินเล่นข้างนอกได้ ชุดนี้มีราคาถึง 50,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐหรือเท่ากับประมาณ 191,800 เหรียญดอลล่าร์ในปัจจุบัน ในตอนแรก David ไม่ยอมใส่ชุดนี้ แต่หลังจากนั้นก็เคยชินมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ใส่ชุึดนี้เพียง 7 ครั้งเท่านั้นก่อนที่เขาจะโตเกินกว่าจะใส่ได้ และหลังจากนั้นถึงแม้ NASA จะทำชุดใหม่ให้ เขาก็ไม่เคยใส่มันอีกเลย

david5

ที่มาภาพ cbsnews

 

bubble_boy_13

ที่มาภาพ dailyfunnyphotos

ในสมัยนั้น ถ้าเกิดมีเด็กที่เกิดมาพร้อมอาการ SCID แบบ David เด็กคนนั้นจะต้องถูกนำไปไว้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้ออย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นก็จะเสียชีวิตจากการติดเชื้อ David ถูกวินิฉัยว่ามีสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคง เนื่องมาจากไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ และเมื่อเขาโตขึ้นเขาก็ค่อยๆเข้าใจว่าเขาไม่อาจมีชีวิตแบบปกติเหมือนคนอื่นได้ ทำให้เขาเริ่มกลายเป็นคนขี้โมโหและซึมเศร้า เขาวิตกกังวลเกี่ยวเชื้อโรคเป็นอย่างมากและมักจะฝันร้ายซ้ำๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เสมอ

david6

ที่มาภาพ cbsnews

บาทหลวง Raymond Lawrence ซึ่งเป็นบาทหลวงประจำอยู่ในโรงพยาบาล ณ ขณะนั้น เคยกล่าวไว้ว่า การที่นำเอา David ไปอยู่ในพลาสติกใสแบบนี้เป็นการกระทำที่ไม่ได้ผ่านการคิดมาอย่างดีพอ ทุกคนไม่ได้คิดว่า ถ้าหากไม่รีบหาทางรักษาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กต่อไป ทั้งหมดทำแบบนี้ด้วยการสันนิษฐานเอาเองว่า เด็กจะสามารถอยู่ในตู้แบบนี้ไปได้เรื่อยๆ ตลอดชีวิต นอกจากนั้น เขายังกล่าวหาว่ามีแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ 3 คน ที่เกลี้ยกล่อมให้พ่อแม่ของ David ตั้งท้องต่อไปเพื่อจะได้มีตัวทดลอง ซึ่งแพทย์ 3 คนที่ว่าปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ทั้งหมด

กรณีของ David นี้ยังทำให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมว่า พ่อแม่ที่สืบทอดความผิดปกติทางยีนและมีโอกาส 50% ที่จะมีลูกป่วยด้วยอาการ SCID ควรจะยอมให้ตั้งครรภ์หรือไม่

628x471

ที่มาภาพ sfgate

ในการดูแล David มีการใช้เงินไปประมาณ 1.3 ล้านเหรียญดอลล่าร์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหาทางรักษาเขาไม่ได้ และไม่มีผู้บริจาคที่เหมาะสมแม้แต่คนเดียว แพทย์มีความเป็นห่วงว่า เมื่อ David เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเขาจะกลายเป็นคนที่คาดเดาและควบคุมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ทั้งทางทีมแพทย์และครอบครัวจึงตัดสินใจลองทำการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ไม่เข้ากับร่างกายของเขา การผ่าตัดเป็นไปได้อย่างราบรื่นทำให้ทุกคนมีความหวังว่าเขาอาจจะหายดี อย่างไรก็ตาม ไม่กี่เดือนต่อมา David ก็ล้มป่วยลงเป็นครั้งแรก เขามีอาการท้องเสีย อาเจียน และเลือดออกภายใน ซึ่งอาการหนักมากจนต้องนำเขาออกมาจากตู้ปลอดเชื้อเพื่อรักษา

david9

ที่มาภาพ cbsnews

หลังจากนั้นอีก 15 วัน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1984 David ในวัย 12 ปีก็เสียชีวิตลงจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จากการชันสูตรพบว่า ไขกระดูกที่ถูกบริจาคมานั้นมีเชื้อโรค Epstein-Barr ฟักตัวอยู่ ซึ่งเชื้อนี้ไม่สามารถตรวจหาล่วงหน้าได้ และเมื่อถูกเปลี่ยนถ่ายไปแล้ว เชื้อโรคนี้ก็แพร่กระจายและทำให้เกิดมะเร็งในตัวของเขา

vetterdavidxl5

ที่มาภาพ findadeath

หลังจากการเสียชีวิตของ David พ่อแม่ของเขาก็หย่ากัน หลังจากนั้นพ่อของเขาก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกเทศมนตรีของเมือง ส่วนแม่ก็แต่งงานใหม่กับนักข่าวของนิตยสาร People ซึ่งช่วยเขียนเล่าเรื่องราวของ David ส่วน Mary Murphy แพทย์ที่ดูแลเขาก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับกรณีของ David ซึ่งจะตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1995 อย่างไรก็ตาม การตีพิมพ์ก็ถูกระงับไปโดยพ่อแม่ของ David เอง ปัจจุบันนี้ Mary Murphy เสียชีวิตไปแล้ว แต่เนื้อหาในหนังสือของเธอยังคงอยู่ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถเข้าไปอ่านดูได้ ที่นี่

 

ที่มา Wikipedia

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/articles/david-the-bubble-boy/

7 กุมภาพันธ์ การ์ตูนเรื่อง “Pinocchio” ออกฉายเป็นครั้งแรก

วันนี้ 7 กุมภาพันธ์ เมื่อปี ค.ศ.1940 ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องที่สองของบริษัท Walt Disney เรื่อง “Pinocchio” ออกฉายเป็นครั้งแรก

url

ที่มาภาพ impawards

ภาพยนตร์เรื่อง Pinocchio นี้สร้างขึ้นโดยอิงจากหนังสือเรื่อง “The Adventures of Pinocchio” เขียนโดย Carlo Collodi นักแต่งหนังสือนิทานสำหรับเด็กชาวอิตาลี Pinocchio เป็นภาพยนตร์การ์ตูนเคลื่อนไหวเรื่องที่สองของ Walt Disney ต่อจากเรื่องสโนวไวท์และคนแคระทั้งเจ็ดที่ออกฉายไปเมื่อวันที่21 ธันวาคม ปี ค.ศ.1937

pinocchio

ที่มาภาพ ambassadors

เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวกับช่างไม้ที่ชื่อว่า Geppetto ซึ่งสร้างหุ่นกระบอกไม้ขึ้นมาและตั้งชื่อว่า Pinocchio เขาขอพรให้หุ่นกระบอกมีชีวิตขึ้นมาและคำขอนั้นก็เป็นจริงเมื่อนางฟ้า Blue fairy ช่วยทำให้ Pinocchio มีชีวิตขึ้นมาแต่ยังเป็นเพียงหุ่นกระบอกที่ขยับได้ ไม่ได้เป็นเด็กชายมนุษย์จริงๆ เธอบอกเงื่อนไขให้กับ Pinocchio ว่า ถ้าเขาอยากกลายเป็นคน เขาจะต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีความกล้าหาญ ซื่อสัตย์ และไม่เห็นแก่ตัว หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องราวการผจญภัยของหุ่นกระบอกเพื่อให้ตัวเองได้กลายเป็นเด็กชายจริงๆ

pinocchio3

ที่มาภาพ million dad smarch network , fanpop

หลังจากออกฉาย เรื่อง Pinocchio ได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวก ส่วนเพลงประกอบ “When You Wish upon a Star” ก็กลายเป็นที่นิยมและโด่งดังไปทั่ว จนในที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของรายรับเรื่อง Pinocchio กลับไม่ประสบความสำเร็จมากนัก โดยจากทุนสร้าง 2.289 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ กลับทำเงินได้เพียงประมาณ 1.4-1.9 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็เนื่องมาจากช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นพอดี ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ออกฉายในประเทศแถบยุโรปและเอเชีย

แต่หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้กลับมาฉายใหม่อีกครั้ง เมื่อถึงปี ค.ศ.1973 ภาพยนตร์ก็ทำรายได้รวม 13 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ และหลังจากนั้นในปีหลังๆ ก็มีการนำออกฉายเรื่อยๆ จนปัจจุบันรายได้รวมของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ 84.25 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ

ในปี ค.ศ.2011 นิตยสาร TIME ได้จัดอันดับภาพยนตร์การ์ตูนเคลื่อนไหวยอดเยี่ยมตลอดกาล ซึ่ง Pinocchio ก็ได้อันดับ 1 ในการจัดอันดับนี้

 

ที่มา Wikipedia , Wikipedia : Pinocchio
ที่มาภาพประกอบ disney

 

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/on-the-day/7-feb-pinocchio-first-premiere/

ตัวตุ่นสามารถดมกลิ่นได้แบบ 3 มิติ

mole_1Sensitive Nose Kenneth Catania [Wikimedia Commons]

เรามองเห็นแบบ 3 มิติ ก็เพราะว่าตาของเราอยู่ในระนาบเดียวกัน มีการมองภาพแบบซ้อนทับกัน เกิดเป็นมิติขึ้นมา ส่วนปลาหลายชนิดที่มีดวงตาอยู่คนละฟากมันจะมองเห็นภาพที่แตกต่างกัน การศึกษาใหม่ๆ พบว่า ตัวตุ่น ที่อาศัยอยู่ใต้ดิน และมีดวงตาที่เกือบจะบอดนั้น สามารถดมกลิ่นได้ในแบบ 3 มิติ

แม้ว่ารูจมูกของตัวตุ่นจะอยู่ใกล้กันมาก แต่มันก็สามารถแยกความเข้มข้นของกลิ่นจากหลายๆ ทิศทางได้ โดยตัวตุ่นชนิดหนึ่งของอเมริกานั้น มีดวงตาที่บอดและการฟังก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แต่มันก็ยังสามารถค้นหาไส้เดือนด้วยความเร็ว และมีความแม่นยำอย่างน่าทึ่ง

ศาสตราจารย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องชีววิทยา ชื่อ Kenneth Catania ณ Vanderbilt University ที่ทำการศึกษาระบบประสาทของสัตว์ ได้ทำการทดลองความสามารถในการดมกลิ่นของรูจมูกแต่ละข้างของตัวตุ่น โดยปิดรูจมูกแต่ละข้างของมัน แล้วให้มันเดินออกมาหาอาหารที่เตรียมไว้ ผลปรากฎว่า เมื่อมันโดนปิดจมูกทางด้านขวา ตัวตุ่นจะเดินไปบริเวณใกล้เคียงกับอาหาร โดยจะค้นหาอาหารในด้านซ้ายของอาหาร แล้วจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางขวาเรื่อยๆ จนเจออาหาร (ดูได้ในคลิปช่วงต้นๆ ) จากนั้นก็ได้มีการทดสอบปิดจมูกส่วนอื่นๆ แล้วบันทึกภาพไว้

จากผลการทดลองปรากฎว่า จมูกแต่ละส่วนจะใช้ดมกลิ่นในทิศทางที่แตกต่างกัน และ Kenneth ยังบอกอีกว่า ตัวตุ่นอาจใช้การค้นหาอาหารที่นอกเหนือจากการดมกลิ่นอีกด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ก็พึ่งมีการศึกษาเรื่องการดมกลิ่นในแบบ 3 มิติ ทั้งของ มด และมนุษย์เช่นกัน

ที่มา Popsci ข้อมูลจาก National Geographic

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/news/study-shows-moles-smell-stereo/