อังกฤษเตรียมใช้ “Air Bridge” หรือ “Travel Corridor” เข้าประเทศได้ไม่ต้องกักกันโรค

ช่วงเวลานี้ อุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบิน การเดินทาง การท่องเที่ยวล้วนได้ผลกระทบกันถ้วนหน้า ขณะเดียวกัน โควิด-19 เริ่มระบาดน้อยลงในหลายพื้นที่ แต่ละประเทศจึงหันมาใช้นโยบายที่ผ่อนปรนมากขึ้น อังกฤษก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในแถบยุโรปที่หันมาใช้แนวคิด Air Bridge หรือ Travel Corridor เพื่อทำให้ผู้คนเดินทางไปมาหาสู่กันได้มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ เราจะเห็นว่า Travel Bubble คือแนวคิดที่หลายประเทศหยิบมาใช้เพื่อทำให้ประเทศประคับประคองสภาพทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพากลไกการท่องเที่ยวที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ล่าสุด อังกฤษเตรียมใช้แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Air Bridge หรือ Travel Corridor เพื่อทำให้มาตรการในการเดินทางเข้า-ออกประเทศยืดหยุ่นมากขึ้น หลังใช้มาตรการเข้มข้นในการกักกันโรคผู้เดินทางเข้าประเทศยาวนาน 14 วัน

Boris Johnson
LONDON, ENGLAND – MAY 11: London Mayor and MP for Uxbridge and South Ruislip, Boris Johnson, arrives at Downing Street on May 11, 2015 in London, England. Prime Minister David Cameron continued to announce his new cabinet with many ministers keeping their old positions. (Photo by Carl Court/Getty Images)

ทำความรู้จักแนวคิด Air Bridge หรือ Travel Corridor

ว่ากันตามจริง แนวคิด Air Bridege หรือ Travel Corridor ที่อังกฤษพูดถึงและเตรียมนำมาใช้นั้น อาจไม่แตกต่างจาก Travel Bubble มากนักเพราะนำมาใช้กับบางประเทศที่สามารถจัดการโควิด-19 ได้ดี ลดข้อจำกัดในการเดินทางลงจากเดิม เช่น อาจต้องกักกันโรคก่อนเข้าประเทศ 14 วัน ก็ได้รับการยกเว้น ก่อนหน้านี้องค์กรธุรกิจก็ออกมาเรียกร้อง คัดค้านตั้งแต่ช่วงเริ่มใช้การกักกันโรคแล้วว่ามันอาจทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวล่มสลายได้

ล่าสุด รัฐบาลเตรียมให้หลายสิบประเทศได้รับข้อยกเว้นจากมาตรการกักกันโรคได้ โดยกลุ่มประเทศที่ได้รับการยกเว้นนี้คาดว่าจะเป็นประเทศในแถบยุโรปทั้งหมด และกลุ่มนอกประเทศยุโรปที่สามารถควบคุมหรือจัดการโรคระบาดได้ดี

ขณะเดียวกัน การเดินทางกลับจากหลายประเทศที่อยู่ในลิสต์ยกเว้นดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องถูกกักกันโรคเช่นกัน โดยการใช้แนวคิด air bridge นี้ คาดว่าจะได้ใช้ในวันที่ 10 กรกฎาคม

นายกรัฐมนตรี Boris Johnson ระบุว่า ปัจจุบันคนติดเชื้อโควิดในอังกฤษมีจำนวนต่ำกว่า 1,000 คนต่อวัน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติประเมินว่า ตั้งแต่ 14-27 มิถุนายนที่ผ่านมา มีคนติดเชื้อรวม 25,000 คน ในทุกๆ 2,200 คนจะมีคนติดเชื้อ 1 คน การ Lockdown ช่วยรักษาชีวิตคนได้นับแสน แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนักหน่วง

Johnson ระบุว่า การ Lockdown ประเทศอาจจะไม่ถูกยกเลิกทั้งหมด แต่ก็พยายามทำให้ยืดหยุ่นขึ้น และก็คาดว่าจะยกเลิกมาตรการปิดเมืองทั้งหมดให้ได้เร็วๆ นี้ ส่วนเรื่องกักกันโรคที่เคยประกาศว่าจะใช้กับทุกคนที่เดินทางเข้าประเทศนั้น ตอนนี้ จะให้ใช้กับประเทศที่ยังมีโควิด-19 ระบาดอยู่ หรือยังจัดการโควิด-19 ไม่ได้

รายชื่อประเทศที่ได้รับการยกเว้นการกักกันโรคเมื่อเดินทางเข้าประเทศและเดินทางกลับจากประเทศเหล่านี้

Andorra Germany New Zealand
Antigua and Barbuda Greece Norway
Aruba Greenland Poland
Australia Grenada Réunion
Austria Guadeloupe San Marino
Bahamas Hong Kong Serbia
Barbados Hungary Seychelles
Belgium Iceland South Korea
Bonaire, Sint Eustatius and Saba Italy Spain
Croatia Jamaica St Barthélemy
Curaçao Japan St Kitts and Nevis
Cyprus Liechtenstein St Lucia
Czech Republic Lithuania St Pierre and Miquelon
Denmark Luxembourg Switzerland
Dominica Macau Taiwan
Faroe Islands Malta Trinidad and Tobago
Fiji Mauritius Turkey
Finland Monaco Vatican City
France Netherlands Vietnam
French Polynesia New Caledonia

ที่มา – Forbes, Telegraph, GOV.UK

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uk-allow-travel-through-air-bridge-without-quarantine/

Webinar : ทำความเข้าใจ Unified Infrastructure ด้วย Aruba ESP (14 ก.ค. 63)

HPE Aruba และ Simplify IT ขอเรียนเชิญ IT Manager, Network Engineer, IT Admin และทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “The Secret of Unified Infrastructure by Aruba ESP”

องค์กรต้องประสบกับปัญหาที่โครงสร้างระบบเครือข่ายทำงานแยกเป็นส่วนๆ มานาน ไม่ว่าจะเป็นในแง่การบริหารจัดการที่ยาก ต้องใช้บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหลายคน หาต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ช้า และ ไม่สามารถรองรับความต้องการของธุรกิจใหม่ๆ ได้ Aruba ขอแนะนำโครงสร้างระบบเครือข่ายแบบใหม่ “Unified Infrastructure” ในวันอังคารที่ 14 กรกฏาคม 2563 เวลา 10.00 – 11.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: The Secret of Unified Infrastructure by Aruba ESP
ผู้บรรยาย: คุณอนุสิทธิ์ รัชดาเลิศณรงค์ HPE Aruba และ simplify IT
วันเวลา: วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 – 11.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 1,000 คน
ภาษา: ไทย

“Unified Infrastructure” หนี่งใน Aruba Edge Service Platfrom ที่จะทำให้ระบบโครงข่ายของคุณเป็นหนี่งเดียวกันทั้งแบบมีสาย ไร้สาย สาขา และ ดาต้าเซ็นเตอร์ มาดูว่า Aruba Unified Infrastructure จะรองรับการเติบโตของธุรกิจคุณได้อย่างไร

1. Aruba Central – ระบบบริหารจัดการแบบ Cloud-Native
2. เครือข่ายองค์กรแบบ Aruba : Connectivity – Policy – Cloud Service
3. Aruba SD-Branch : เครือข่ายสาขาที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับส่วนกลาง
4. อุปกรณ์ในโครงสร้าง Unified Infrastructure
1. Aruba CX Switch
2. WiFi 6 Access Point
3. Branch Gateway

มาทำความรู้จัก Aruba ESP ด้วยกัน โดยการเข้าร่วมรับฟัง Webinar ซึ่งนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน HPE Aruba และ simplify IT ที่พร้อมจะตอบทุกคำถามและข้อสงสัย

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!!
https://arubanetworks.zoom.us/webinar/register/6115926224997/WN_PDFr5il7T7K2Mbhb3x0sEQ

โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.enterpriseitpro.net/unified-infrastructure-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-aruba-esp/

ไฟล์ข้อมูลของ Xerox โดนกลุ่มแรนซั่มแวร์ Maze ขโมย เพื่อเรียกร้องเงินค่าไถ่!

กลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังแรนซั่มแวร์ Maze อ้างว่า ได้ขโมยไฟล์ขนาดรวมมากกว่า 100GB จากบริษัท Xerox และเตรียมเปิดเผยสู่สาธารณะ ถ้ายักษ์ใหญ่ด้านงานพิมพ์นี้ไม่ยอมเจรจาเพื่อจ่ายเงินค่าไถ่แลกกับการปลดล็อกไฟล์

อ้างอิงจากรายงานของ BleepingComputer ทางวายร้ายที่ใช้แรนซั่มแวร์ Maze เป็นเครื่องมือได้ปล่อยข่าวว่า ตนเองสามารถเจาะเข้าระบบของ Xerox และเล่นงานข้อมูลปริมาณมหาศาล พร้อมทั้งเตรียมปล่อยออกสู่สาธารณะถ้าไม่ได้รับเงินค่าไถ่

ซึ่งกลุ่มแฮ็กเกอร์นี้ยังโพสต์ภาพแคปหน้าจอหลายภาพบนเว็บตัวเองเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีคอมพิวเตอร์บนโดเมนของ Xerox อย่างน้อยหนึ่งโดเมนโดนเข้ารหัสล็อกเรียบร้อย ในทั้ง 10 ภาพดังกล่าวโชว์รายการไดเรกทอรีบนแชร์เน็ตเวิร์กตั้งแต่วันที่ 24 – 25 มิถุนายน

Image credit : Bleepingcomputer

ทั้งนี้ทาง Xerox ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามราคาหุ้นของ Xerox ก็ร่วงลงกว่า 0.47 ดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือคิดเป็น 2.7 เปอร์เซ็นต์) มาอยู่ที่ 15.15 ดอลลาร์ต่อหุ้น ตั้งแต่ทาง BleepingComputer เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/business-giant-xerox-allegedly-suffers-maze-ransomware/

[Video Webinar] Workforce Transformation สู่ยุค New Normal ด้วย Dell Technologies

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Geton | Dell Webinar เรื่อง “Workforce Transformation สู่ยุค New Normal” พร้อมแชร์กรณีศึกษาจากความสำเร็จในการพลิกโฉมการทำงานสู่วิถีใหม่ (New Normal) ของ Dell Technologies ที่มีพนักงานกว่า 120,000 คน ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณ Kittikhun Donsrikaew, Client Solutions Technologist, Senior Principal Engineer จาก Dell Technologies และคุณ Nuttapong Sakdapipanich, Product Manager จาก Get On Technology

เหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนคาดคิดมาก่อน ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่เคยมีใครเตรียมการล่วงหน้า เช่น การจำกัดการเดินทาง ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะ “ดำเนินธุรกิจตามปกติ” อีกด้านหนึ่ง COVID-19 กลับเป็นตัวผลักดันองค์กรให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลเร็วขึ้น ก่อให้เกิดการปฏิรูปกำลังแรงงาน (Workforce Transformation) การปรับตัวต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า และอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ การปรับเปลี่ยนให้พนักงานทำงานจากภายนอกสถานที่ (Remote Working)

แม้ว่าการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลง การปรับตัวเหล่านี้จะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า การทำงานจะยังคงมีประสิทธิภาพเช่นเดิม มีปัจจัยไหนที่จะช่วยให้การสร้างกระบวนการทำงานใหม่แบบนี้เกิดขึ้นได้จริงและรวดเร็ว รวมถึงมีเทคโนโลยีใดที่จะทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่าจะสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ที่หลากหลายได้อย่างครอบคลุมและมั่นคงปลอดภัย

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ความสำเร็จจากการพลิกโฉมสู่การทำงานแบบ Work from Home ของ Dell Technologies ที่มีพนักงานกว่า 120,000 คนภายใต้สถานการณ์ COVID-19 นี้ พร้อมแนะนำ 5 วิธีเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานจากภายนอกสถานที่ ได้แก่

  • ความมั่นคงปลอดภัยที่มาพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของ Dell
  • เครื่องมือที่ทำให้คอมพิวเตอร์ของ Dell แตกต่าง ซึ่งจัดการได้ทั้งระดับ OS ไปถึงระดับเฟิร์มแวร์
  • เทคโนโลยีที่ผนวก AI/ML ทำให้ PC/Laptop เป็นมากกว่า “คอมพิวเตอร์”
  • ความแตกต่างระหว่าง Zero Client และ Thin Client พร้อมการนำไปใช้จริง
  • Infrastructure ของ Dell Technologies ที่ช่วยให้องค์กรเริ่ม Workforce Transformation ได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-workforce-transformation-by-dell-technologies/

[Video Webinar] Data Security – Protect Data Where it Lives โดย McAfee

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Exclusive Networks | McAfee Webinar เรื่อง “Data Security – Protect Data Where it Lives” เพื่อแชร์แนวทางการปกป้องข้อมูลล่าสุดในยุคที่ข้อมูลกระจายตัวอยู่ทุกหนทุกแห่ง พร้อมแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณณัฐพงษ์ ฟองสินธุ์ Assistant Support Manager และคุณปาณชัย เพิ่มพูนพัฒนสุข Solution Consultant จาก Exclusive Networks

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทั้งข้อมูลความลับทางธุรกิจและข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมอ้างอิงถึงกฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เช่น GDPR และ PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) รวมไปถึงผลกระทบต่อธุรกิจเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลหรือถูกขโมย นอกจากนี้ยังมีการแนะนำวิธีการวางมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Cloud, Network และ Endpoint ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ธุรกิจต้องปรับตัวให้พนักงานสามารถทำงานจากภายนอกสถานที่หรือ Work from Home ได้

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • การกระจายตัวของข้อมูลในยุคดิจิทัล
  • ปัจจัยและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากเหตุ Data Breach และความสำคัญของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (GDPR/PDPA)
  • แนวทางการจำแนกข้อมูลและการกำหนดนโยบายการใช้ข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ
  • แนะนำโซลูชัน Data Protection จาก McAfee สำหรับการปกป้องข้อมูลสำคัญที่กระจายตัวอยู่ในทุกๆ ที่
  • ตัวอย่างและสาธิตการทำงานของ McAfee Data Protection

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-data-security-protect-data-where-it-lives-with-mcafee/

จับกระแส Trade Show ในยุคที่จัดงานขายสินค้าไม่พอ ต้องไปร่วมกับอีคอมเมิร์ซด้วย

ก่อนหน้านี้เวลามีงานมหกรรมจำหน่ายสินค้าต่างๆ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั้ง Lazada, Shopee และ JD Central ก็มีจะจัดลดราคาสินค้าประเภทนั้นๆ ชนกับงาน แต่ล่าสุดมันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันแล้ว

thailand mobile expo
บรรยากาศในงาน Thailand Mobile Expo

จากจัดชนเป็นร่วมมือกัน

ปกติแล้วมหกรรมการลดราคาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ จะเป็นการใช้วันที่ตัวเลขวัน กับเดือนตรงกัน เช่น 1/1 หรือ 11/11 แต่นอกจากการทำแคมเปญลดราคาแบบนี้ การจัดแคมเปญลดราคาโดยใช้วัน และเวลาเดียวกับงาน Trade Show ที่ลดราคาสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ หรือของใช้ในบ้าน ก็เป็นอีกวิธีที่ดี

เพราะนอกจากกระตุ้นยอดผู้ซื้อสินค้าแล้ว ยังได้รับอานิสงส์การโปรโมทของผู้จัดงาน Trade Show ในช่วงเวลานั้น ทำให้ผู้ซื้ออาจเข้ามาตรวจเช็คราคาในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ก่อน หากถูกใจก็ซื้อเลย หรือถ้าหากไปที่งานแล้วในเว็บไซต์ถูกกว่าก็สามารถกลับมาซื้อได้เช่นกัน

lazada
ตัวอย่างการจัดงานชน Thailand Mobile Expo ของ Lazada

อย่างไรก็ตามด้วยกระแสอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการระบาดของโรค COVID-19 ช่วยเร่งอัตราการเปลี่ยนผ่านไปสู่การซื้อสินค้าออนไลน์ให้เร็วขึ้น ก็ไม่แปลกที่ผู้จัดงาน Trade Show จะเริ่มหันมามองแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และหารือกันเพื่อหาวิธีให้ทั้งสองฝ่ายเติบโตไปด้วยกันได้

ขายออนไลน์-ออฟไลน์พร้อมกัน

อย่างในกรณี Thailand Mobile Expo (TME) ที่ปกติจะจัดงานจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ 3 ครั้ง/ปี แต่ด้วยครั้งที่ต้องจัดช่วงกลางปีเจอมาตรการเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ทีมผู้จัดอย่าง M Vision ต้องปรับแผน และหันไปร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีกคอมเมิร์ซต่างๆ

lazada
การร่วมมือของ Lazada กับ Thailand Mobile Expo

“ทางสถานที่ (ไบเทค บางนา) ห้ามจัดงานทั้งฮอลล์ ทำให้พื้นที่หายไป 30-40% บริเวณรอบนอกก็ตั้งบูทไม่ได้ ดังนั้นการร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์น่าจะเป็นอีกวิธีที่ดี เพราะช่วยเรื่องยอดของเราได้ คล้ายกับกรณี “งานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ครั้งที่ 48” ที่ร่วมกับ Lazada” โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ M Vision กล่าว

ทั้งนี้ทางผู้จัด Thailand Mobile Expo ได้ร่วมมือกับ Lazada และ Shopee เพื่อทำแคมเปญพิเศษ เพื่อจูงใจให้ผู้ซื้อที่ไม่สะดวกมางาน TME ระหว่างวันที่ 2-5 ก.ค. จับจ่ายซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้เช่นกัน แต่ถึงอย่างไร ยอดขายบนออนไลน์น่าจะไม่สามารถทดแทนรายได้จากค่าเช่าบูทในช่วงเหตุการณ์ปกติแน่นอน

สหพัฒน์
สหกรุ๊ปแฟร์ออนไลน์

เก็บหน้างานลองบุกออนไลน์เต็มตัว

นอกจากงาน TME ที่จัดงานแบบ Hybrid แล้ว เริ่มมีงาน Trade Show อื่นๆ ที่หันไปจัดงานแค่ช่องทางออนไลน์อย่างเดียว ที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นงาน “สหกรุ๊ปแฟร์” ในวันที่ 2-5 ก.ค. เพราะปกติแล้วจะต้องจัดงานในฮอลล์ แต่คราวนี้กลับเลือกเดินหน้าจัดงานเฉพาะช่องทางออนไลน์ และร่วมมือกับ Lazada, Shopee และ JD Central

ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า เพื่อตอบรับกับนโยบายของภาครัฐ ทำให้ต้องยกเลิกงานสหกรุ๊ปแฟร์ที่ต้องจัดที่ไบเทค บางนา และหันมาจัดงานในรูปแบบออนไลน์ 100% ผ่านการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ออนไลน์ยักษ์ใหญ่

สหพัฒน์
พาร์ทเนอร์ของสหกรุ๊ปแฟร์ออนไลน์

สำหรับรูปแบบการจัดงานของสหกรุ๊ปแฟร์ครั้งนี้ ทางบริษัทจะมีเว็บไซต์กลาง http://www.sahagroupfair.com เพื่อโปรโมท และลงโปรโมชั่นต่าง โดยสินค้าในเว็บไซต์จะเป็นลิงค์ส่งต่อไปยัง Lazada, Shopee และ JD Central และผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อได้ผ่านแพลตฟอร์มเหล่านั้นทันที

ไม่ใช่แค่ ผู้บริโภค ร้านค้าก็ซื้อได้

ขณะเดียวกัน เครือสหพัฒน์ยังร่วมมือกับสถาบันการเงิน และกองทุน 11 แห่ง เพื่อให้ส่วนลดเงินสด และให้สินเชื่อพิเศษสำหรับการซื้อแบบ B2B หรือร้านค่าต่างๆ ซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทาง และตอบรับกับนโยบายของรัฐเกี่ยวกับการเว้นระยะห่างทางสังคมด้วย

ais

นอกกจากนี้ยังมีผู้เล่นหน้าใหม่เริ่มจัดงานลดราคาสินค้าบนออนไลน์อย่างเป็นจริงเป็นจัง เช่น AIS ที่จัดงาน AIS 5G Thailand Virtual Expo จากเดิมที่เคยใช้แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าของตัวเองจัดแคมเปญลดราคาในวันที่เลขของวัน และเดือนตรงกัน เช่น 1/1 หรือ 11/11

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เสริมว่า ระหว่างการจัดงานในวันที่ 29 มิ.ย.-3 ก.ค. มีผู้เข้าชมสินค้ากว่า 9.7 แสนคน โดย 48% มาจากกรุงเทพมหานคร และ 52% จากแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ดังนั้นการใช้ Virtual Platform ในการจัดงาน น่าจะเป็นอีกวิธีที่สร้างโอกาสทางธุรกิจได้

สรุป

New Normal ของ Trade Show คือการต้องไปจัดจำหน่ายสินค้าในช่องทางออนไลน์แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาเอง หรือการไปร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ เพราะถึงวิกฤต COVID-19 จบไปแล้ว ผู้บริโภคก็น่าจะคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าออนไลน์ และอาจกเลือกไม่ออกจากบ้านในช่วงเวลาเดียวกับงานก็เป็นได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trade-show-and-ecommerce/

VMware ซื้อ Datrium เพื่อยกระดับความสามารถในการกู้คืนระบบ

ดีลซื้อกิจการสตาร์ทอัพด้านไฮเปอร์คอนเวอร์เจนครั้งล่าสุดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาดของ VMware ด้วยโซลูชั่นที่ราคาจับต้องได้สำหรับสำรองข้อมูลบนคลาวด์ ซึ่งทาง Datrium ถือเป็นคู่แข่งทางตรงด้านนี้กับ Dell EMC

น่าสังเกตว่าดีลนี้โผล่ขึ้นมาท่ามกลางข่าวที่ทาง Dell Technologies กำลังพิจารณาสลัดหุ้นใน VMware ออกพอดี ทั้งนี้ทาง VMware เผยรายละเอียดของดีลซื้อบริษัท Datrium มาเมื่อวันพุธที่ผ่านมาโดยอ้างว่าเพื่อเพิ่มความสามารถด้านการกู้คืนระบบบนคลาวด์ รวมทั้งเพื่อขยายธุรกิจไฮบริดจ์คลาวด์ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นอีกจากการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมด้านไฮเปอร์คอนเวอร์เจนต์ของสตาร์ทอัพรายนี้

ซึ่ง Datrium จะทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านเวอร์ช่วลไลเซชั่นที่ยังอยู่ภายใต้ร่มเงาของ Dell รายนี้ สามารถทำตามยุทธศาสตร์ในการสร้างทางเลือกที่แข่งขันด้านราคาได้มากขึ้นในการปกป้องข้อมูลที่จัดเก็บทั้งในโครงสร้างพื้นฐานของสำนักงานลูกค้าเอง และบน Amazon Web Services ในฐานะหนึ่งในสายผลิตภัณฑ์ด้าน Disaster Recovery-as-a-Service

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-to-buy-datrium/

แนะนำ 10 ซีรีส์ บน Netflix สำหรับฝึกภาษาอังกฤษ ดูเพลินๆ ตอนละ 20-30 นาที

ช่วงนี้ผมเห็นหลายคนในกลุ่ม Netflix Thailand ถามบ่อยมากๆ ว่าถ้าอยากฝึกภาษาอังกฤษ ให้ดูซีรีส์เรื่องไหนดี ชนิดที่แบบว่าวันนึงมีไม่ต่ำกว่า 3 – 4 โพสต์ วันนี้ผมเลยรวบรวม 10 ซีรีส์น่าดู สำหรับเอาไว้ฝึกภาษาโดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละเรื่องที่เอามาแนะในครั้งนี้ เป็นซีรีส์ดูสนุกๆ เพลินๆ และไม่ได้ใช้ศัพท์ที่ยากเกินไป บวกกับสำเนียงที่ฟังง่ายอีกด้วย ส่วนจะมีเรื่องอะไรบ้าง มาดูกันได้เลยครับ

ฝึกภาษาอังกฤษกับ Netflix

ส่วนตัวผมมองว่าการฝึกภาษาอังกฤษกับ Netflix เป็นเรื่องที่ดีนะครับ เนื่องจากการดูหนัง หรือดูซีรีส์เนี่ย มันไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อ เราสามารถเลือกเรื่องที่ชอบ แล้วก็ดูเพลินๆ แถมได้ภาษาอังกฤษ (หรือภาษาที่สามอื่นๆ) ไปด้วย ซึ่งตรงนี้ผมจะเน้นแนะนำซีรีส์แบบซิทคอมเอานะครับ เนื่องจากส่วนมากจะมีระยะเวลาแค่ตอนละ 20 – 30 นาทีเท่านั้น อีกทั้งศัพท์ หรือรูปประโยคที่ใช้ก็สามารถนำไปใช้งานจริงๆ ได้อีกด้วย ไม่เฉพาะทางจนเกินไป เอาล่ะ…มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

Friends

จำนวนซีซั่น: 10

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อเมริกัน

เป็นเรื่องราวของหนุ่มสาววัยทำงาน 6 คน (Ross, Chanlder, Joey, Rachel, Phoebe และ Monica) ที่มักจะมานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในร้านกาแฟที่ชื่อว่า Central Peak (พ้องเสียงกับสวน Central Park) โดยเรื่องนี้มีครบทุกอารมณ์ ตั้งแต่ความฮา, เศร้า, อกหัก หรือบางทีก็มีโมเมนต์ปสด. ชวนให้คนดูปวดหัว คิดตามเหมือนกัน

How I Met Your Mother

จำนวนซีซั่น: 9

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อเมริกัน

เนื้อเรื่องจะคล้ายๆ กับ Friends แต่จะต่างกันที่ตัวละครหลัก (Ted, Barney, Robin, Lily และ Marshell) มักจะไปนั่งคุยกันที่บาร์ หรือร้านเหล้าซะมากกว่า แถมมุกตลกส่วนมากก็จะเน้นไปที่เรื่องสัปปะดนอีกด้วย ฮ่าๆ แต่ตรงนี้บอกเลยว่า How I Met Your Mother ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เวลาเศร้า ก็เศร้าแบบสุดจริงๆ

Big Bang Theory

จำนวนซีซั่น: 12

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อเมริกัน

ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วสำหรับ Big Bang Theory ว่าเรื่องนี้จะมาแนวแบบวิทยาศาสตร์จ๋าๆ อย่างแน่นอน ซึ่งมุกส่วนมากบอกเลยว่าถ้าไม่ได้เรียนสายวิทย์มา อาจจะต้องมีเกาหัวแกรกๆ กันบ้างล่ะ โดยเรื่องนี้จะมี Reference ของหนังเรื่องอื่นๆ อย่าง Star Wars หรือ Star Trek อยู่เยอะมากๆ ใครที่เป็นแฟนหนังเรื่องเหล่านั้น หรือชื่นชอบวิทยาศาสตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว Big Bang Theory ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจครับ (..ส่วนใครที่ไม่ชอบด้านนี้ก็ดูได้นะ)

That 70s Show

จำนวนซีซั่น: 8

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อเมริกัน

กลุ่มวัยรุ่น 6 คนมานั่งเล่นคุยโน่นนี่กัน เรื่องนี้จะไม่ค่อยมีพล็อตอะไรเยอะ จะดำเนินเรื่องแบบเนิบๆ เรื่อยๆ แต่มุกแต่ละอย่างที่ยิงมากบอกเลยว่าฮาๆ ทั้งนั้น ที่สำคัญคือสาวๆ ตัวหลักของเรื่องอย่าง Dona (รับบทโดย Laura Prepon) และ Jackie (รับบทโดย Mila Kunis) สวยน่ารักมากๆ ส่วนสาวๆ ก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะตัวหลักฝั่งผู้ชายของเรื่องนี้ก็มีชื่อของ Ashton Kutcher โผล่มาด้วย

Brooklyn Nine-Nine

จำนวนซีซั่น: 6

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อเมริกัน

เนื้อเรื่องส่วนมากจะอยู่ที่สถานีตำรวจ มีคดีชวนปวดหัวเข้ามาให้ทุกวี้ทุกวัน ซึ่งตัวเอกของเรื่องนี้อย่าง Jake Peralta มีนิสัยล่อรองเท้าแบบสุดๆ ใครอยากหาซีรีส์สนุกๆ ดูฆ่าเวลา ผมว่าเรื่องนี้ก็เหมาะ แถมภาษาที่ใช้ในเรื่องนี้ก็ไม่ค่อยยากอีกด้วย

The Good Place

จำนวนซีซั่น: 3

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อเมริกัน/อังกฤษ

The Good Place คือซีรีส์ที่เล่าเรื่องของหนุ่มสาว 4 คนที่ทำความดีบนโลกมาเยอะ จนในที่สุดพอถึงเวลาตาย บุญที่ทำไว้ก็ส่งผล ทำให้พวกเขาได้มาอยู่บนสวรรค์ หรือที่ในซีรีส์เรียกว่า The Good Place นั่นเอง..แต่ไม่รู้ทำไมอยู่ไปอยู่มา ทำไมมีแต่เรื่องประหลาดๆ เกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด โดยส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้ค่อนข้างโอเคเลยนะ นักแสดงออกเสียงชัดเจน แถมเรื่องนี้ยังแฝงถึงคำสอนของพวกปรัชญา และข้อคิดดีๆ ไว้เต็มไปหมดอีกด้วย

The IT Crowd

จำนวนซีซั่น: 5

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อังกฤษ

หลายคนที่ติดตาม DroidSans มาตั้งแต่ยุคแรก ผมว่าน่าจะต้องเคยดูเรื่องนี้แบบผ่านๆ ตามาบ้าง เพราะ The IT Crowd นั้นเป็นซีรีส์ที่เน้นไปที่เรื่องของไอทีแบบจ๋าๆ เลย มีมุกมาเสียดสีวงการ (ณ ตอนนั้น) แบบเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด โดยเนื้อเรื่องจะเน้นไปที่นักแสดงหลัก 2 คน เป็น IT Support อยู่บริษัทนึง ที่เหมือนว่าพวกเขาจะถูกลืม เพราะออฟฟิศนั้นอยู่ในชั้นใต้ดิน แถมแบบรังหนูแบบสุดๆ อีกด้วย

The Inbetweeners

จำนวนซีซั่น: 3

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อังกฤษ

เรื่องนี้ผมให้ที่สุดในดวงใจแล้ว เป็นเรื่องราวของวัยรุ่น 4 คน ที่มีนิสัยที่แตกต่างกันออกไป คนนึงขี้โม้ม้าแตก, คนนึงเนิร์ด, คนนึงเอ๋อๆ ไม่ค่อยทันโลก และคนสุดท้ายเหมือนจะเป็นผู้เป็นคนสุด โดยถ้าใครชอบมุกตลกแบบอังกฤษ หรือวัฒนธรรมของประเทศนี้ล่ะก็ The Inbetweeners นี่ถือเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

Cuckoo

จำนวนซีซั่น: 5

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อังกฤษ/อเมริกัน

เป็นอีกเรื่องที่ดูแล้วอาจจะไม่ได้ขำออกมาแบบฮาก๊าก แต่ถือว่าสามารถเอาไว้ดูฆ่าเวลาได้แบบสบายๆ ใครที่เคยดูซีรีส์ซิทคอมเรื่องเก่าๆ อาจจะพอคุ้นเคยกับตัวละครบางคนอยู่บ้าง โดยตัวหลักๆ ก็จะเป็น Andy Samberg (คนเดียวกับที่เล่นเป็น Jake ใน Brooklyn Nine-Nine) และ Helen Baxendale ที่แว๊บนึงเคยไปเล่นเป็น Emily สาวสวยสำเนียงบริติชในซีรีส์ Friends และแม้ว่าจะเป็นซีรีส์ที่มีแต่สำเนียงอังกฤษ แต่การออกเสียงของแต่ละตัวละครก็ทำออกมาได้ชัดเจนมาก เรียกว่าหากใครคล่องๆ หน่อย สามารถดูแบบไม่ต้องเปิดซับได้แบบไม่ยากเลยล่ะ

Fresh Prince of Bel-Air

จำนวนซีซั่น: 6

ความยาวเฉลี่ย: 20 นาที

สำเนียง: อเมริกัน

ปิดท้ายกันที่ซีรีส์ในดวงใจตลอดกาลของตัวผมเองอย่าง Fresh Prince of Bel-Air ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเฮีย Will Smith เลยก็ว่าได้ โดยตัวละครหลักจะเป็นคนผิวสีทั้งหมด ส่วนมากจะเล่าถึงเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของสังคมเมกัน ณ ตอนนั้น แต่บอกเลยว่าแต่ละตอนนี่ฮาแบบฮาก๊ากเลย (ตอนไหนซีเรียส หรือเศร้าก็มีน้ำตาแตกอะ) ทั้งนี้ต้องเตือนก่อนว่าเรื่องนี้ใช้ภาษาอังกฤษได้แบบ..ค่อนข้างจะพลิกแพลงจากหนังสือเรียนอยู่มาก ทั้ง Double-Negative (พวก I don’t do nothing, I haven’t go no one with me, etc) เต็มไปหมด แต่พวกนี้รู้เอาไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะเนทีฟบางคนที่พูดแบบนี้เป็นเรื่องปกติจริงๆ

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 10 ซีรีส์ที่ส่วนตัวผมมองว่าค่อนข้างจะเหมาะกับการฝึกภาษาอังกฤษมากๆ แรกๆ อาจจะต้องเปิดซับไทยอ่านควบคู่ไปด้วย แต่ผมเชื่อว่าดูไปซักพักก็อาจจะคุ้นชินกับภาษา และสำเนียงจนสามารถเปิดซับอังกฤษ หรือไม่ต้องเปิดซับเลยก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องบอกแบบนี้ว่า การฝึกภาษากับ Netflix แบบนี้ อาจจะไม่ได้เรื่องแกรมม่าร์แบบ 100% นะครับ เพราะการใช้ภาษาในชีวิตจริง อาจจะมีลดรูป หรือพูดวิบัติไปบ้าง แต่ถ้าเอาไปฝึกเพื่อพูดในชีวิตประจำวันทั่วไป คุยกับเพื่อน ฯลฯ ผมมั่นใจว่าซีรีส์ที่ผมแนะนำมา ใช้ได้หมดครับ

from:https://droidsans.com/netflix-shows-series-english-practice/

แนะนำ 4 หูฟัง Full-size ไร้สาย จาก 4 ค่าย เสียงดีงามสะคราญแก้วหู ลดราคากันดุๆ ในงาน Mobile Expo

สำหรับงาน Thailand Mobile Expo 2020 ปีนี้ที่นอกจากจะมีโทรศัพท์ และ คอมพิวเตอร์มากมายให้เราได้ชมแล้วก็จับจองกันในราคาพิเศษ ในงานก็ยังมีหูฟังคุณภาพมากมายที่ทำมาวางขายในราคาสุดพิเศษอีกด้วยตั้งแต่หูฟัง Entertainment ทั่วไป ไปจนถึงหูฟัง Moniter ระดับโปรเฟสชันนอลวันนี้เราเลยมานำเสนอ 4 หูฟัง Headphone แบบไร้สายเสียงเทพ ๆ ราคาน่าจับจองในงาน Mobile Expo มาให้เผื่อไปเลือกซื้อกัน

B&O h9 3rd gen

สำหรับตัวแรกที่พลาดไม่ได้เลยจากแบรนด์ High-end อย่าง Bang & Olusen h9i ตัวนี้ถือว่าเป็นสุดยอดหูฟังสาย Casual Entertainment ที่เน้นฟังสบายไม่ยุ่งยากพร้อมฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancelling หรือจะเป็น Transparency Mode ที่จะทำให้ได้ยินเสียงข้างนอกทำให้เจ้า h9 3rd Gen ตัวนี้เป็นหูฟังที่เหมาะกับการฟังเพลง หรือ ดูหนังแบบทั่วไปประจำวันมาก ๆ

ในทางด้านของคุณภาพวัสดุ และ การสวมใส่นั้นอยู่ในขั้นดีมากเลยทีเดียว ตัวหูฟังมีน้ำหนักที่เบา แต่วัสดุกลับมีความพรีเมี่ยมแข็งแรงทนทาน หนัง และ โฟมส่วนด้านบนของศรีสระกับส่วนที่ครอบหูนั้นนุ่มมาก ๆ สามารถใส่ฟังได้เป็นเวลานาน แถมยังมีพื้นที่ระหว่างตัว driver กับหูฟังค่อนข้างมากทำให้ได้ Soundstage กว้างขึ้นอีกด้วย

ในเรื่องของเสียงนั้นก็ประกันตามแบบฉบับ Bang & Olufsen อยู่แล้วโดยตัวหูฟังรองรับฟีเจอร์ Aptx ทำให้การรับส่งสัญญาณเสียงนั้นรวดเร็ว และ มีคุณภาพสูง โดยตัวเสียงนั้นมีโทนอุ่นฟังสบาย รายละเอียดครบถ้วนทุกย่าน เบสจะมาแบบนุ่ม ๆ แอบ ๆ ไม่จัดมากอีกทั้ง Soundstage ยังมีความกว้าง และชัดเจนแยกชิ้นดนตรีได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการฟังเพลงหลากหลายแนว แต่ถ้าหากฟังเพลงที่แยกชิ้นดนตรีชัด ๆ กว้าง ๆ หน่อยจะดึงความเป็น Bang & Olufsen ออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยปกติราคาอยู่ที่ 21,900 บาท ลดเหลือเพียง 17,900 บาท เท่านั้น

 

Master and Dynamic MW65 

เป็นอีกหูฟังไร้สายพรีเมี่ยมที่น่าสนใจสำหรับ Master and Dynamic MW65 ตัวนี้ที่เรียกสายตาคนรอบข้างได้มาก ด้วยดีไซน์ที่หรูหราดูวินเทจใช้สีเงิน ตีดกับ สีน้ำตาลอ่อนดูแล้วมีความสวยงามมาก ตัวหูฟังเป็น Over ear แบบไร้สายที่มาพร้อมกับ Active Noise Cancelling ที่ช่วยตัดเสียงภายนอกได้ โดย ANC ของหูฟังตัวนี้นั้นมีความเงียบเป็นพิเศษ และ ไม่รู้สึกหูอื้ออีกด้วย

ตัววัสดุของ MW65 นั้นเป็นหนังแกะทั้งในส่วนของที่ครอบหู และ ที่รองศรีสระด้านบนมีความอ่อนนุ่มสบายเป็นพิเศษ ใส่แล้วไม่เมื่อยไม่เจ็บเลย อีกทั้งยังมีน้ำหนักที่เบา พกพาสะดวกสบายเหมาะสำหรับการฟังแบบ หรือฟังระหว่างนั่งรถโดยสารก็ทำได้

ทางด้านเสียงนั้น MW65 นั้นมาพร้อมเทคโนโลยี Aptx ช่วยให้การเชื่อมต่อเสถียร และ ได้เสียงที่มีคุณภาพ ให้เสียงกลางที่ชัดใส ออกไปทางหวาน ๆ นิด ๆ รายละเอียดที่ครบคมมากโดยเฉพาะเสียงกลางสูงอย่างเสียงร้องผู้หญิงนั้นรายละเอียดออกมาจัดเต็มมาก ทางด้านของเบสนั้นมีมวลเล็กนุ่ม ๆ ฟังสบายแต่มีอิมแพคแอบ ๆ มาบ้างโดยรวมแล้วเป้นหูฟังที่รายละเอียดดี ฟังสนุก เหมาะกับเพลงแนว Acoustics มากครับ โดยตัวนี้สนน ราคาอยู่ที่ 19,900 บาท ลดเหลือเพียง 15,900 บาทเท่านั้นครับ

Sony WH-1000XM3

มาของทางฝั่ง Sony กันบ้างกับตัว 1000XM3 ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยหากเทียบกับหลาย ๆ หูฟังแล้วดีไซน์ของ 1000XM3 นี้จะมีความเรียบหรูมากกว่าแบรนด์อื่น ๆ โดยใช้สีที่ค่อนค้างเรียบ ๆ และ รูปทรงวัสดุที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาโดยใช้เป็นพลาสติกกับหนังเทียมทำให้มีน้ำหนักเบา แต่ก็ดูแข็งแรงไม่น้อยเลยทีเดียว แต่หากเทียบกับตัวอื่น ๆ นั้นทาง Sony อาจจะดูอ่อนแอกว่าอยู่บ้างแต่ก็พอที่จะรับมือกับการใช้งานทั่วไป และ การพกพาไปไหนมาไหนได้

1000XM3 ตัวนี้ยังมีระบบ Active Noise Cancelling และ Aptx ที่มาช่วยกันเสียงภายนอกพร้อมกับยังเชื่อมต่อได้เสถียรพร้อมคุณภาพเสียงที่ดีอีกด้วย ในทางด้านของเสียงนั้นแฟน ๆ ที่ชอบเสียงของ Sony นั้นน่าจะรู้กันดีนะครับว่า Sound Signature ของ Sony นั้นเป็นแบบไหน โดยการจูนเสียงของ Sony นั้นน่าจะเอาใจคอคนฟังเพลง Pop ด้วย Curve เสียงที่เน้นไปทางเบส กับเสียงสูงเป็นหลักทำให้เสียงนั้นออกมาฟังสนุก เสียงสูงที่ชัด และ รายละเอียดเยอะ แต่เสียงกลางอาจจะแอบ ๆ ไปนิดทำให้เสียงร้องไม่ได้เป็นชูโรงของหูฟังตัวนี้เท่าไหร่นักทำให้ตัวนี้น่าจะเหมาะกับแนวอย่าง Hip-hop, R&B และ Electronics  มากกว่าครับโดยราคาของตัวนี้จะอยู่ที่ 13,990 บาท เหลือเพียง 8,290 บาทเท่านั้น

Audio-technica ATH-M50XBT

พลาดไม่ได้จริง ๆ ครับสำหรับแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Audio technica และหูฟัง M50XBT ตัวนี้ซึ่งเป็นตัวที่นำรุ่นยอดฮิตตลอดกาลอย่าง M50X มาใส่ฟีเจอร์ไร้สายเข้าไปทำให้กลายเป็นหูฟังมอนิเตอร์ไร้สายที่มีคุณภาพระดับมืออาชีพเลยทีเดียว

โดยตัววัสดุของ M50XBT นั้นเป็นพลาสติกแข็งที่มีความทนทานสวยงามพร้อม หนังส่วนครอบหูที่มีความนุ่มสบายสามารถใส่ได้เป้นระยะเวลานาน แต่ตัว M50XBT นั้นจะมีน้ำหนักที่มากกว่า M50X อยู่ประมาณหนึ่งน่าจะเป็นเพราะส่วนประกอบ Bluetooth ที่เพิ่มมานั่นเอง โดย M50BT ตัวนี้ไม่ได้มาพร้อม Active noise cancelling แต่ด้วยสรีระของหูฟังทำให้ใส่ได้ค่อนข้างมิดชิด และกันเสียงภายนอกได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ในเรื่องของเสียงนั้นตามแบบฉบับ M50X คือจะให้เสียงที่ค่อนข้างกลาง และ เป็นธรรมชาติมาก เสียงจะไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ ทั้งสิ้นเพื่อให้สามารถใช้งานระดับมืออาชีพได้ไม่ว่าจะเป็นการทำซาวด์ หรือ มิกซ์เพลงก็ทำได้ โดยรวม ๆ นั้นเสียงกลางมีรายละเอียดที่ชัดเจนออกไปทางใส ๆ เสียงเบสที่มีอิมแพคค่อนข้างมาก เก็ยตัวไวมาเป็นลูก ๆ แต่ไม่บวม จะฟังเพลงทั่วไปก็สนุก หรือจะทำงานแบบมืออาชีพก็ทำได้ไม่มีปัญหาเลย โดยราคาสำหรับเจ้า M50XBT ขายในราคา 7,690 บาท เหลือเพียง 4,990 บาทเท่านั้น ถือว่าคุ้มมาก ๆ

สำหรับใครที่กำลังหาหูฟังไร้สายแบบ Headphone เอาไว้ฟังเพลงสนุก ๆ หรือไปทำงานก็สามารถมาลองฟัง และ สัมผัสกับตัวหูฟังเองได้ที่บูต RTB งาน Thailand Mobile Expo 2020 ที่ Bitec บางนากันได้เลยครับ

 

 

from:https://droidsans.com/4-interesting-wireless-headphones-in-thailand-mobile-expo-2020/

แนะนำ Notebook ทำงานน่าซื้อ จอ 15.6″ รุ่นใหม่ ปี 2020 เน้นพกพาเบาสุด 1.6 โล ใช้ทำงานราคาไม่แพง สเปกแรงลื่น ราคาถูกคุ้ม 12,900 – 29,900 บาท

Notebook น่าซื้อหน้าจอ 15.6″ รุ่นใหม่ ช่วงกลางปี 2020 มีราคาที่ถูกคุ้มค่ามากมาย แน่นอนว่ามาพร้อมประสิทธิภาพที่เหลือเฟือในการทำงานพื้นฐาน ซึ่งส่วนมากในตลาดจะมีช่วงหลายช่วงราคา เหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook ใช้งานพื้นฐาน อาทิ ใช้เรียนออนไลน์ หรือพิมพ์งานเอกสาร Word, Excel, Power Point เล่นอินเตอร์เน็ตออนไลน์ อีกทั้งมีรุ่นที่เน้นในเรื่องของความแรงทั้งในการทำงานหรือเล่นเกม 3 มิติพอได้ด้วย

รวมไปถึงนำไปดูหนังฟังเพลง ชมวีดีโอสตรีมมิ่งต่างๆ อาทิ Youtube หรือ Netflix ดูซีรีส์ต่างช่องทางต่างๆ ซึ่งเอาจริงๆ Notebook ในงบเริ่มหมื่นบาทนิดๆ แม้ประสบการณ์อาจจะไม่ยอดเยี่ยมเท่ากับตัวแพงๆ ที่มีราคาหลายหมื่นบาท แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ที่สำคัญบางรุ่นให้โปรแกรม Microsoft Office แท้ มูลค่า 4,299 บาท อันนี้จัดว่าคุ้มค่าสุดๆ

ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Notebook ทำงานน่าซื้อ จอ 15.6″ รุ่นใหม่ เน้นพกพาเบาสุด 1.6 โล ใช้ทำงานราคาไม่แพง สเปกแรงลื่น เน้นรองรับการทำงานพื้นฐาน หรือบางรุ่นทำงานหนักๆ ได้ด้วย พร้อมรองรับการทำงานหรือความบันเทิงขั้นพื้นฐานได้ด้วย บนขนาดหน้าจอ 15.6″ ความละเอียด Full HD ซึ่งมีเลือกทั้งสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10U / AMD Ryzen 3000U, 4000U กับช่วงราคาหมื่นบาทต้นๆ จนไปถึงไม่เกิน 30,000 บาท

ได้หน่วยความจำแรมขนาด 4GB – 8GB – 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความ 512GB – 1TB ที่รวดเร็วลื่นไหล แน่นอนว่ามีระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ และการเชื่อมต่อที่ครบครันทั้งไร้สายและมีสาย น้ำหนักตัวเครื่องเบาสุดที่ 1.6 กิโลกรัม ประกันเป็นแบบ 2 ปี และดีที่สุดจะเป็น On-site ซ่อมฟรีถึงบ้าน หรือปีแรกมีประกันอุบัติเหตุด้วย ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

MSI Modern 15 ราคา 25,900 – 28,900 บาท

MSI Modern 15 จัดว่าเป็น Notebook สายทำงานบางเบาหน้าจอ 15.6″ ราคาไม่แพงในปี 2020 รุ่นล่าสุดทาง MSI ซึ่งนับว่าเป็นรุ่นพี่ของ MSI Modern 14 ตอบสนองการใช้งานได้เต็มที่ด้วยหน้าจอใหญ่ แต่มาในน้ำหนักตัวเครื่องที่เบามากๆ เพียง 1.6 กิโลกรัม เน้นพกพาใช้งานสะดวกพร้อมประสิทธิภาพสูงด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ตัวแรงอย่าง i5-10210U / i7-10510U และมีการ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeFroce MX 330 ได้แรมขนาด 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ใช้งานพื้นฐานได้ลื่นสบายๆ หรือถ้าเอาไปทำงานหนัก รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ออนไลน์ก็ยังเอาอยู่ โดดเด่นแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 9 ชั่วโมง

MSI Modern 15 ตั้งใจตอบโจทย์สายคนทำงาน Content Creator โดยเฉพาะ ที่นอกจากสเปกที่ดีแล้ว งานดีไซน์และงานประกอบก็ลงตัว แลดูทันสมัยและแตกต่างจาก MSI แบบเดิมๆ พร้อมกางหน้าจอได้ 180 องศา และมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ช่วยในกรณีที่นำเสนองาน ขอบหน้าจอก็มีความบางมากๆ แทบจะไร้ขอบทีเดียว อีกทั้งด้วยที่เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง sRGB 97% ช่วยให้มุมมองในการมองเห็นเพิ่มมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าทั้งสเปก ฟีเจอร์ วัสดุ เหนือกว่าโน้ตบุ๊คบางเบาหลายๆ ค่ายในราคาเริ่มเพียง 25,900 บาท อีกทั้งยังได้มาตรฐานทนทานอย่าง Military Grade ด้วย

MSI Modern 15 เป็นอีกหนึ่งโน้ตบุ๊คสำหรับมืออาชีพประจำปี 2020 ได้หน้าจอขนาด 15.6″ สุดบางเฉียบ ดีไซน์สวยงามทนทาน ที่มีจุดเด่นเรื่องความบางเบา และมีประสิทธิภาพเยี่ยมด้วย Core i Gen 10 ทำให้กลายมาเป็นโน้ตบุ๊คที่มีขนาดกระทัดรัด มาพร้อมกับไฟคีย์บอร์ดสีขาว ทัชแพดก็มีขนาดที่ใหญ่เหมาะสมกับการใช้งาน โดยที่วัสดุตัวเครื่องจะทำมาจากอลูมิเนียม และมีน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัม เบามากๆ แบตเตอรี่ก็ยาวนานกว่า 11 – 12 ชั่วโมงเหมาะกับการพกพาสุดๆ รองรับกับทุกๆ การทำงาน อย่างงานเอกสารทั่วไป และ Digital Content Creator ต่างๆ เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงความบันเทิงอย่างดูหนังฟังเพลง และวีดีโอสตรีมมิ่งอย่าง Youtube / Netflix ด้วย

ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบเป็นมาตรฐานที่รองรับกับทุกอุปกรณ์อีกด้วย ที่สำคัญมีซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 1 ปี ตามมาตรฐานของ MSI รวมถึงในชุดจัดจำหน่ายยังมี Softcase ซองหนังไว้ให้เราใช้งานร่วมกันเวลาพกพากับกระเป๋าอื่นๆ ที่ไม่มีช่องใส่โน้ตบุ๊คอีกด้วย ฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการเลือกใช้ให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน พร้อมกับใช้สีเงิน Space Grey พื้นผิวแบบบปัดเสี้ยน ให้สัมผัสโลหะสุดๆ

ASUS VivoBook S15 D533 ราคา 20,990 – 23,990 บาท

สำหรับ ASUS VivoBook S15 D533 ก็จะมีรายละเอียดของตัวเครื่องไม่ต่างกันมาก รวมไปถึงสีสันตัวเลือกเหมือนกัน ASUS VivoBook 14 D413 แต่หลักๆ แล้วคือได้หน้าจอขนาด 15.6″ ที่มีหน้าจอที่ใหญ่กว่า ซึ่งได้ขอบหน้าจอบางเฉียบเหมือนกัน รวมไปถึงสเปกที่เป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 U Series อย่าง Ryzen 4500U / Ryzen 7 4700U ได้การ์ดจอออนชิปเป็น Radeon RX VEGA 6 / 7 รุ่นใหม่แรงลื่นใกล้เคียงการ์ดจอแบบแยก อีกทั้งได้แรม 8GB DDR4 Bus 3200MHz พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด HDD 2.5″ SATA 3) แต่ก็จะมีขนาดและมิติที่ใหญ่กว่า โดยหนักที่ 1.8 กิโลกรัม และบางที่ 16.1 ซึ่งก็ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่บางเบาพกพาสะดวกอยู่

ที่สำคัญ ASUS VivoBook S15 D533 ยังติดตั้งมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0 ด้วย  ASUS VivoBook S15 D533ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครัน ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.1 Type-A จำนวนหนึ่งพอร์ตไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว พอร์ต USB 2.0 Type-A อีกสองพอร์ตที่ไว้เชื่อมต่อกับเมาส์หรืออุปกรณ์อื่นๆ และมีพอร์ต USB 3.1 Type-C มาให้อีกหนึ่งพอร์ต ทางด้านพอร์ทการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมีพอร์ท HDMI มาให้ รูเชื่อมต่อหูฟังเป็นแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แน่นอนว่าได้ Windows 10 ใช้งานทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ด้วย

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง Harman Kardon ให้เสียงที่ดีกว่าลำโพงทั่วไป มีทั้งเสียงเบสที่มีน้ำหนักบางๆ ไม่ใช่ใส่แต่เสียงกลาง เสียงแหลมออกมาอย่างเดียว โดยตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น ทำให้เสียงที่ค่อนข้างดังพอสมควร แยกรายละเอียดได้ซ้ายขวาได้ดี คาดว่าในส่วนของลำโพงถือว่าทำออกได้ดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป ทั้งในคุณภาพเสียงที่ได้และเสียงดังฟังชัดเพียงพอจะออกไปในนอกสถานที่ได้ ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

Lenovo IdeaPad Slim 3 15 ราคา 15,490 บาท

Lenovo IdeaPad Slim 3 15 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ประจำปี 2020 ดีไซน์บางเบา Thin & Light วัสดุเป็นพลาสติกเกรดดี มองไปคล้ายกับโลหะใีพื้นผิวเรียบเนียนจับแล้วติดมือ ได้ขอบจอบาง Narrow Bezel ทั้ง 3 ด้านซ้ายขวาและขอบบน ทำให้มีสัดส่วนจอแสดงผลเยอะกว่าโน้ตบุ๊คหน้าจอใหญ่ ๆ แบบก่อน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า ซึ่งขอบจอด้านในเป็นสีดำตัดกับสีตัวเครื่องโดยรวมอย่าง Platinum Grey ดูแล้วมีความสวยงามลงตัว เครื่องบางเพียง 19.9 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักที่ 1.85 กิโลกรัมเท่านั้น รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ด้วย

ได้สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 U Series พร้อมขายในไทย มีราคาที่ถูกสุดๆ ที่ 15,490 บาท ด้วย AMD Ryzen 5 4500U (2.30 GHz up to 4.00 GHz, 8 MB L3 Cache) ทำงานแบบ 6 คอร์ 6 เธร์ด การ์ดจอออนชิป Radeon RX Vega 6 ประสิทธิภาพดีขึ้น รองรับการเล่นเกมออนไลน์พอได้  แรมให้มาขนาด 8GB DDR4 สำหรับฮาร์ดดิสก์ให้มาทั้ง SSD ความเร็วสูงแบบ NVMe M.2 ความจุ 256GB เรียกได้ว่าได้ประสิทธิภาพการทำงานได้ดีเยี่ยมแน่นอน

ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 15.6″ ที่ได้ความละเอียด Full HD พาเนล TN คุณภาพดี พร้อมมีลำโพงคุณภาพดีทำงานร่วมกับระบบเสียง Dolby Audio ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ 1 x USB 3.1 Type-C, 2 x USB 3.1 Type-A, HDMI, และ SD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 (802.11ac) และ Bluetooth 4.2 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ด้วย การรับประกัน 2 ปี

ASUS M509DA ราคา 12,900 บาท

ASUS M509DA ได้ดีไซน์บางเบา Thin & Light ขอบจอบางเฉียบ NanoEdge ทั้ง 4 ด้าน สัดส่วนจอแสดงผล 82.5% เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า ที่จะมาพร้อมกับโมเดลที่มีการปรับเปลียนดีไซน์ใหม่ทั้งหมดจาก M Series รุ่นก่อนๆ มาพร้อมสีสันสวยงาม ซึ่งขอบจอด้านในจะตัดเป็นสีดำดูแล้วมีความสวยงามลงตัว ตามสไตล์ของ ASUS ที่มีความเป็นลักษณะเฉพาะตัว จัดได้ว่า ASUS M509DA เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ที่ทำมาได้สวยดูดีเกินราคา มีความเรียบง่ายเน้นพกพา ด้วยน้ำหนักเพียง 1.9 กิโลกรัม รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ เท่านั้น รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที

สเปกภายในใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด AMD Ryzen 3 3250U ทำงานแบบ 2 คอร์ 4 เธร์ด การ์ดจอออนบอร์ด VEGA 3 ประสิทธิภาพดี แรมให้มาขนาด 4GB DDR4 แบบฝังบอร์ด โดยติดตั้งได้สูงสุดที่ 12GB (แนะนำให้ใส่เพิ่มอีก 4GB รวมเป็น 8GB) สำหรับที่เก็บข้อมูลให้มาเป็นมาตรฐาน SSD ความเร็วสูงแบบ NVMe M.2 ความจุ 512GB ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 15.6″ ที่ได้ความละเอียด Full HD พาเนล TN คุณภาพดี มีลำโพงคุณภาพทำงานร่วมกับระบบเสียง ASUS SonicMaster ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ USB 3.1 Type-C, USB 3.1 Type-A , USB 2.0 Type-A, HDMI, และ microSD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 4.2 ด้วย สนนราคาล่าสุดเพียง 12,900 บาทเท่านั้น ได้ประกันเป็นแบบมาตรฐาน 2 ปี ปีแรกได้ประกันอุบัติเหตุด้วย

ASUS M509DA เน้นตอบโจทย์คนที่ต้องการโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ เรียนออนไลน์ ที่มีบางเบาหน่อย เน้นใช้งานนอกสถานที่ในราคาที่ไม่สูงมาก แต่ได้ประสิทธิภาพแรงเกินคุ้มค่า รองรับการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ  เหมาะสำหรับคนหาโน้ตบุ๊คคุ้มๆ ไม่แพง งบแค่หมื่นบาทต้นๆ มาพร้อมสีสัน 2 เฉดสี ไม่ว่าจะเป็น สีเงิน (Transparent Silver) และสีเทา (Slate Grey) ซึ่งขอบจอด้านในจะตัดเป็นสีดำดูแล้วมีความสวยงามลงตัว ตามสไตล์ของ ASUS ที่มีความเป็นลักษณะเฉพาะตัว วัสดุพลาสติกคุณภาพสูงให้สัมผัสที่ดีน่าประทับใจพร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 145 องศา ขอบจอตัวเครื่องก็บางมากๆ ดูแล้วลดขนาดตัวเครื่องลงไปได้เยอะเลยทีเดียว ยิ่งใส่กระเป๋าเดินทางไปไหนมาไหนสบายๆ

Lenovo IdeaPad Slim 3 15 ราคา 13,190 บาท

Lenovo IdeaPad 3 15 เป็นโน้ตบุ๊คเน้นทำงานเป็นหลัก ได้สเปก Intel Core i Gen 10 (Comet Lake) ที่คุ้มค่าใช้งานได้ลื่นไหล ออกแบบมาให้ใช้งานได้ในทุกๆ วัน รวมไปถึงเรียนออนไลน์ ในราคาถูกที่สุดที่ 13,190 บาท ได้ Windows 10 และ Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปฟรีๆ มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ที่เบาและมีสไตล์ Lenovo เหมาะสำหรับการใช้งานไปนู้นมานี่เน้นตอบโจทย์คนที่ต้องการโน้ตบุ๊คบางเบาหน่อย รูปลักษณ์ดูดีเกินกว่าค่าตัว เน้นใช้งานนอกสถานที่ ในราคาที่ไม่แพง โดยรองรับการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ เป็นต้น

สำหรับ Lenovo IdeaPad Slim 3 15 เป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้า 15.6″ ความละเอียด Full HD ได้สเปกใหม่ล่าสุดอย่างชิปประมวลผล Intel Core i3-1005G1 ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า Core i Gen 8 U รุ่นก่อนๆ แรมขนาด 4GB (แนะนำว่าถ้าอัพเกรดเป็น 8GB จะดีมากๆ) และ SSD M.2 NVMe 512GB โดยมีความเบาเพียง 1.7 กิโลกรัม เรียกได้ว่าสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊ตหน้าจอใหญ่งบหมื่นกว่าบาท เน้นนำมาใช้งานลื่นไหล แรงลื่นทุกๆ การใช้งาน ก็มีความน่าสนใจทีเดียว โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน

ที่แม้ขอบจอจะบางเฉียบแต่ก็ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมไว้ด้านบนเหมือนเดิม ที่สำคัญยังมาพร้อมฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องที่ทำให้เรามั่นใจว่ากล้องจะเห็นในเวลาที่เราต้องการใช้งานเท่านั้น  พร้อมมีลำโพงคุณภาพดีทำงานร่วมกับระบบเสียง Dolby Audio ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ 1 x USB 3.1 Type-C, 2 x USB 3.1 Type-A, HDMI, และ SD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 (802.11ac) และ Bluetooth 4.2 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 2 ปี

Lenovo IdeaPad Slim 3 15 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ดีไซน์บางเบา Thin & Light วัสดุเป็นพลาสติกเกรดดี มองไปคล้ายกับโลหะใีพื้นผิวเรียบเนียนจับแล้วติดมือ ได้ขอบจอบาง Narrow Bezel ทั้ง 3 ด้านซ้ายขวาและขอบบน ทำให้มีสัดส่วนจอแสดงผลเยอะกว่าโน้ตบุ๊คหน้าจอใหญ่ ๆ แบบก่อน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า ซึ่งขอบจอด้านในเป็นสีดำตัดกับสีตัวเครื่องโดยรวมอย่าง Platinum Grey ดูแล้วมีความสวยงามลงตัว เครื่องบางเพียง 19.99 มิลลิเมตร รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ด้วย

HP 15s ราคา 13,900 บาท

HP 15s เป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มาพร้อมความคุ้มค่า แต่ก็ยังได้ดีไซน์ที่สวยงามเกินราคา เลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10U (Ice Lake) ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ 10 นาโนเมตร ที่เล็กลงและดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ตัวเครื่องบางเบาออกแบบมาใหม่ ดูสวยงามไม่แพ้รุ่นพี่ตัว Pavilion และเน้นในเรื่องของความคุ้มค่า ราคาไม่แพงเป็นหลัก มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.69 กิโลกรัม และบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟแบบชิคๆ คูลๆ ได้ความหรูหราโดดเด่นไม่น้อยหน้าใครในราคาเบาๆ ด้วย

ซึ่งในตลาดตอนนี้มีให้เลือกทั้ง Intel Core i3-1005G1 พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่ ที่สำคัญยังมีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีด้วย แรม 4GB (แนะนำว่าถ้าอัพเกรดเป็น 8GB จะดีมากๆ) และได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB + Optane 16GB อีกด้วยได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล TN คุณภาพดี ความคมชัดสูง มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว สนนราคาเพียง 13,900 บาท ได้ Windows 10 พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน

ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac (1×1) กับ Bluetooth 4.2  ทำงานต่อเนื่องยาวนานเกือบ 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต)

ดีไซน์การออกแบบของ HP 15s รุ่นปี 2020 วัสดุเป็นพลาสติกทั้งหมด (มองไปคล้ายโลหะมากๆ) เน้นไปที่ความเรียบง่าย จัดว่าพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น HP อยู่อย่างชัดเจน สีสันเป็นสีเงิน Natural Silver ตลอดทั้งตัวเครื่อง จะเป็นพลาสติกทั้งหมดแต่งานประกอบแน่นหนา ฝาหลังเป็นแบบเรียบๆมีโลโก้ HP สีเงินมันวาวดูหรูหรา พื้นผิ้วติดมือทำให้เวลาจับไม่ลื่น แกนฝาพับก็เป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ ส่วนตัวบอดี้บริเวณคีย์บอร์ดจะเรียบๆ เช่นกัน ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่ที่มุมบนซ้ายด้านบนของคีย์บอดร์ด

ASUS VivoBook S15 S531 ราคา 24,900 – 29,900 บาท

ASUS VivoBook S15 S531 รุ่นปี 2020 จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานหรือความบันเทิงรูปแบบ Thin & Light อย่างแท้จริง ที่จะเน้นเรื่องของความบางเบาและสวยงามเป็นหลัก พร้อมความหรูหราที่ดูดียิ่งกว่ารุ่นราคาใกล้เคียงกัน โดยเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ให้ความไลฟ์สไตล์เหมาะทั้งนักเรียนนักศึกษาและคนทำงาน สเปคคุ้มๆ ที่จะมาพร้อมกับสีสันทั้ง 5 สีสัน โดยมีราคาที่ 24,990 – 29,990 บาท สำหรับรุ่นสเปก Core i5-10210U และ Core i7-10510U มาพร้อมสีสัน 5 เฉดสีที่แตกต่างจากคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นสีเงิน (Transparent Silver) ที่นำมารีวิว, สีชมพู (Punk Pink), สีดำ (Gun Metal), สีเขียว (Moss Green) และ สีน้ำเงิน (Cobalt Blue) ซึ่งขอบจอด้านในจะตัดเป็นสีดำดูแล้วมีความสวยงามลงตัว

สเปกภายในของตัว ASUS VivoBook S15 S531 แน่นอนว่าเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 U โดยมาพร้อมขนาดหน้าจอ 15.6″ ขอบหน้าจอบางพิเศษ NanoEdge ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูงอย่าง IPS ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็น NVIDIA GeForce MX250 2GB GDDR5 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ ใกล้เคียง GTX 950M สเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจด้วยแรม 8GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB

มาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC ด้วย อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 1.85 กิโลกรัมเท่านั้น นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และมี 3D IR Camera ไว้ใช้งาน Login ผ่านทาง Windows Hello บนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ที่มีมาให้อยู่แล้ว พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ ASUS ที่สามารถส่งเคลมผ่านทาง 7-11 ได้ รวมถึงถ้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ ปีแรกจะมีประกันอุบัติเหตุมาให้ด้วย

ดีไซน์โดดเด่นด้วยสีสันสดใสโดดเด่นรวมถึงการออกแบบทำมาได้สวยมาก ตัวเครื่องฝาหลังและตัวเครื่องด้านในจะเป็นอะลูมิเนียมตามสีของตัวเครื่อง ซึ่งพิเศษตรงที่ ASUS VivoBook S15 S531 จะได้ขอบหน้าจอด้านข้างที่มีการซ้อนสีกันอย่างลงตัวประกอบกับชิ้นส่วนใต้ตัวเครื่องเป็นวัสดุพลาสติกคุณภาพสูงให้สัมผัสที่ดูดีเกินราคา ฝาหลังจอที่เป็นอะลูมิเนียมอัลลอยที่ดูแข็งแรงและสวยงามพร้อมความเรียบง่าย แน่นอนว่ามีโลโก้ ASUS VivoBook อย่างโดดเด่น ทั้งหมดนี้อยู่ในน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.8 กิโลกรัม พร้อมความบางเพียง 1.85 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ดีมากๆ สำหรับโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ปี 2020

from:https://notebookspec.com/introducing-a-new-15-6-screen-notebook-buy-2020-focusing-on-portable-lightweight-1-6-lo-use-for-work/527510/

for feed news app

%d bloggers like this: