พาดูเทคโนโลยีในธุรกิจอาหาร จากงานสัมมนา Articulate Food Robotics ทั้งหุ่นยนต์ทำสลัด – รถกับข้าว – เสิร์ฟอาหาร

ในงานสัมมนา Articulate Food Robotics ที่ซานฟรานซิสโกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการนำเสนอเรื่องราวของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่นำมาปรับใช้ในธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งตอนนี้มีสตาร์ทอัพใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาหุ่นยนต์เครื่องจักรสำหรับทำหน้าที่ต่าง ๆ มากขึ้น โดยมีการรวบรวมโครงการที่น่าสนใจดังนี้

Briggo นิยามว่าเป็นหุ่นยนต์บาริสต้า

ถ้าให้คิดถึงหุ่นยนต์ในร้านอาหารแบบที่พอจะเชื่อว่าทดแทนคนได้ ก็คงเป็นหุ่นยนต์สำหรับหน้าที่เตรียมวัตถุดิบ หรือจัดส่งอาหาร Briggo เป็นสตาร์ทอัพที่พัฒนาสิ่งที่เรียกว่าหุ่นยนต์บาริสต้า โดยสามารถเตรียมเครื่องดื่มได้ถึง 100 แก้วต่อชั่วโมง เสิร์ฟลูกค้าพร้อมกันได้สูงสุด 10 คน ในเวลาเดียว

วิธีสั่งกาแฟของ Briggo เป็นการทำผ่านแอป ปรับแต่งเมนู แล้วมารับได้ที่ตู้ของ Briggo ที่กำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายแห่งในเมืองออสติน ส่วนโมเดลที่สามารถต่อยอดได้นั้น Briggo บอกว่าสามารถพัฒนาแคมเปญ Loyalty ได้ง่าย เนื่องจากมีข้อมูลออเดอร์ของลูกค้าอยู่แล้ว

alt="Briggo"

Sally หุ่นยนต์ทำสลัด

บริษัท Chowbotics ได้พัฒนาเครื่องจำหน่ายสลัดผัก โดยเรียกชื่อว่า Sally the Robot ปัจจุบันเครื่อง Sally มีการติดตั้งแล้วกว่า 50 แห่งในอเมริกา

จุดเด่นของ Sally คือการเลือกซื้อสลัดแบบที่ลูกค้าสามารถปรับแต่งส่วนผสมได้ผ่านหน้าจอสัมผัสที่เครื่อง โดยหัวใจสำคัญคือการจัดเก็บผักและส่วนผสมทั้งหมดแบบแช่เย็นเพื่อให้มีความสดใหม่มากที่สุด โดยมีส่วนผสมให้เลือก 22 รายการ ทำเสิร์ฟได้ประมาณ 50-100 จาน จึงค่อยเติมส่วนผสมเพิ่ม รูปแบบของ Sally the Robot ยังสามารถไปประยุกต์กับการขายอาหารรูปแบบอื่นได้อีกด้วย

alt="Sally"

Kiwibot หุ่นยนต์ส่งอาหาร

ผู้อ่าน Blognone น่าจะคุ้นเคยกับหุ่นยนต์ส่งสินค้าอยู่แล้ว ซึ่งการนำมาประยุกต์ใช้ส่งอาหารก็มีการพัฒนากันหลายราย สำหรับกรณีที่ยกมานี้เป็นหุ่นยนต์ Kiwibot เคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็ว 4 ไมล์ต่อชั่วโมง (6.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) จัดส่งได้ครั้งละหนึ่งออเดอร์

ปัจจุบัน Kiwibot มีการวิ่งทดสอบแล้วในมหาวิทยาลัย UC Berkeley เวลาปลดล็อกนำของออกมาจากหุ่นยนต์ให้ใช้วิธีสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านแอปบนสมาร์ทโฟน จุดขายของ Kiwibot คือการทำหุ่นยนต์ให้มีต้นทุนต่ำที่สุด เพื่อให้เข้าถึงตลาดในวงกว้างได้

Kiwibot

AutoX รถกับข้าวแบบเรียกมาถึงบ้าน

เทคโนโลยีของ AutoX ก็ออกแบบมาเพื่อส่งอาหารเช่นกัน แต่ใช้แนวคิดที่ต่างออกไป คือทำรถยนต์อัตโนมัติให้ขนส่งครั้งนึงได้คราวละเยอะ ๆ โดยสามารถบรรจุถุงสินค้าได้ 20-30 ถุงในคราวเดียว จึงสามารถจัดส่งได้หลายจุดหมายในการออกเดินทางแต่ละครั้ง รวมทั้งสามารถออกถนนใหญ่ได้ ก็คือการประยุกต์รถยนต์ไร้คนขับในเชิงขนส่งสินค้านั่นเอง

วิธีการทำงานของ AutoX เมื่อเราสั่งสินค้า ก็จะมีการปล่อยรถไปยังปลายทางให้เรารับสินค้าที่เราสั่ง นอกจากนี้ตัวรถยนต์เองก็ยังทำตัวเป็นรถกับข้าว นำเสนอสินค้าให้เราหยิบเลือกตามต้องการได้อีกด้วย

alt="AutoX"

หุ่นยนต์ในร้านอาหาร ที่ไม่ได้แย่งงานคน

นอกจากจัดส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ถึงบ้าน หุ่นยนต์ที่เสิร์ฟอาหารในร้านอาหารก็เป็นอีกเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาเยอะ ตัวอย่างที่นำเสนอในงานสัมมนาคือ Bear Robotics ซึ่งสามารถเคลื่อนที่เสิร์ฟอาหารไปยังโต๊ะต่าง ๆ ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือหุ่นยนต์จะแย่งงานพนักงานเสิร์ฟที่เป็นคนหรือไม่? ข้อมูลพบว่าร้านอาหารที่ใช้หุ่นยนต์นั้น พนักงานได้ทิปที่มากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องทำงานแบกถาดอาหาร ผลักงานนี้ไปให้หุ่นยนต์ แล้วคนก็โฟกัสที่งานบริการลูกค้าได้ดีขึ้น

alt="Bear Robotics"

ที่มา: Digital Trend

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/109283

โฆษณา

พาตะลุยญี่ปุ่นเจาะลึกด้วย Vivo V15 กล้อง AI เลนส์มุมกว้าง และโหมดถ่ายกลางคืน สุดฟิน

หลังจากที่ทีมงาน @flashfly ได้ทำการรีวิว Vivo V15 สมาร์ทโฟนสุดคุ้มไปก่อนหน้า นอกเหนือจากประสิทธิภาพที่จัดเต็มแล้ว Vivo V15 ยังมีจุดเด่นที่กล้องดิจิตอล ทั้งกล้องเซลฟี่แบบป๊อปอัพ และกล้องหลัง 3 ตัว โดยกล้องหน้ามีความละเอียดสูง 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 โดดเด่นด้วยระบบสไลด์กล้องอัตโนมัติ Elevating Front Camera ซ่อนกล้องเซลฟี่ไว้ด้านบน ทำให้จอแสดงผลไม่ต้องถูกเจาะรูหรือทำรอยบาก 

และที่สำคัญคือเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) ซึ่งทาง Vivo ได้นำมาใช้ให้เกิดฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย พบได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง วันนี้ทีมงาน @flashfly จะมาทำการเจาะลึกกันว่าเจ้า AI ในกล้องของ Vivo V15 นั้นสุดยอดขนาดไหน โดยครั้งนี้ได้ฉากสวยๆที่ประเทศญี่ปุ่นมาประกอบบทความอีกด้วย

AI Face Beauty  

เรื่องแรกที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ AI Face Beauty ซึ่ง Vivo V15 นั้นก็เอาใจคนรักการถ่ายภาพเซลฟี่ด้วย AI Face Beauty ที่นำเทคโนโลยี AI มาช่วยปรับแต่งใบหน้าให้ดูดียิ่งขึ้นอย่างธรรมชาติ ไม่เพียงแค่เพิ่มความขาวกระจ่างใสของสีผิว แต่ยังสามารถปรับแต่งโครงสร้างใบหน้าให้ผอมเพรียว รวมถึงปรับอวัยวะทุกส่วนบนใบหน้าได้อีกด้วย ไล่ลงมาตั้งแต่หน้าผาก ด้วยตา แก้ม จมูก ริมฝีปาก และ คาง โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอศัลยกรรมกันอีกต่อไป

AI Portrait Lighting โหมดจัดแสงถ่ายภาพบุคคลด้วยกล้องหน้า 

ยกระดับการถ่ายภาพใบหน้าบุคคลให้ดูเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น ด้วยฟีเจอร์ AI Portrait Lighting ช่วยจัดแสงเหมือนถ่ายอยู่ในสตูดิโอมีให้เลือกทั้งหมด 6 แบบดังต่อไปนี้ Natural Light ให้แสงอย่างเป็นธรรมชาติ, Studio Light จัดแสงเหมือนอยู่ในสตูดิโอ,Stereo Light Stereo Light ช่วยเพิ่มความคมชัดของแสง, Loop Light ช่วยเพิ่มความคมชัดของแสง, Rainbow Light เป็นการจัดแสงแบบแดดพระอาทิตย์ตอนกลางวันจากมุมซ้านบนของภาพ และ Monochrome Light จัดแสงที่ทำให้เฉพาะฉากหลังให้เป็นสีขาวดำสุดคลาสสิค ตัดกับภาพบุคคลที่เป็นสีอยู่ด้านหน้า

กล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera

สำหรับกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera ประกอบด้วยกล้องหลัก 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง F1.78 จับโฟกัสด้วยเทคโนโลยี Dual Pixel กล้องรอง AI Super Wide-Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 120 องศา รูรับแสง F2.2 กล้องตัวที่สามเป็น Depth Camera ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.4 และไม่ลืมที่จะติดตั้ง AI มาช่วยเพิ่มความฉลาดในการถ่ายภาพด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เหล่านี้

AI Portrait Lighting โหมดจัดแสงถ่ายภาพบุคคลด้วยกล้องหลัง

ฟีเจอร์ AI Portrait Lighting หรือโหมดหน้าชัดหลังเบลอของกล้องด้านหลังนั้นก็มีให้เลือกใช้เหมือนแบบเดียวกับกล้องหน้า แต่จะมีให้เลือกใช้งาน 5 แบบน้อยกว่ากล้องหน้าเล็กน้อยมีดังต่อไปนี้ Studio Light จัดแสงเหมือนอยู่ในสตูดิโอ, Stereo Light ช่วยเพิ่มความคมชัดของแสง, Loop Light แสงแบบมีเงามาตกกระทบ Rainbow Light เป็นการจัดแสงแบบแดดพระอาทิตย์ตอนกลางวันจากมุมซ้านบนของภาพ และ Monochrome Light จัดแสงที่ทำให้เฉพาะฉากหลังให้เป็นสีขาวดำสุดคลาสสิค ตัดกับภาพบุคคลที่เป็นสีอยู่ด้านหน้า

โหมดนี้ยังเหมาะกับการถ่ายภาพท่องเที่ยวทั่วไปอีกด้วย ทำให้ได้ภาพถ่ายหน้าชัดหลังเบลอสวยงามได้ไม่แพ้กล้องโปรราคาแพงๆ

AI Body Shaping

นอกจากฟีเจอร์ Face Beauty ที่เพิ่มความสวยงามเฉพาะใบหน้า Vivo V15 ยังมี AI Body Shaping ที่สามารถเสริมความงามได้ทั้งตัว และเลือกปรับได้อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นศีรษะ ไหล่ เอว สะโพก ต้นขา และ น่อง ที่สำคัญก็คือ ระบบกล้องจะปรับแต่งเฉพาะรูปร่างของนางแบบหรือนายแบบเท่านั้น จึงไม่มีผลกระทบกับฉากหลัง แถมยังแสดงให้เห็นแบบเรียลไทม์อีกด้วย

นอกจากนี้ Vivo V15 ยังสนับสนุนฟีเจอร์ AI Portrait Framing ช่วยแนะนำการจัดองค์ประกอบโดยรวมเพื่อให้ภาพถ่ายออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด เหมือนมีตากล้องมืออาชีพมาสอนเทคนิคการถ่ายภาพ พร้อมด้วยฟีเจอร์ AI Scene Recognition ช่วยปรับค่ากล้องให้อัตโนมัติ ตามวัตถุหรือฉากหลังที่ระบุได้ 

AI Super Wide-Angle

Vivo V15 มาพร้อมเลนส์กล้อง AI Super Wide-Angle สำหรับถ่ายภาพในมุมกว้างพิเศษโดยเฉพาะ โดยตัวเลนส์ให้มุมมองกว้าง 120 องศาความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.2  เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ หรือตัวอาคารที่มีความกว้างเกินกว่าเลนส์ปกติจะเก็บรายละเอียดไว้ได้ทั้งหมด และยังเหมาะสำหรับการถ่ายภาพแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเก็บภาพบุคคลพร้อมฉากหลังสวยๆ ได้ครบองค์ประกอบ รวมไปถึงถ่ายภาพเพื่อนๆ ครบทั้งแก๊ง

AI Super Night Mode

กล้องสมาร์ทโฟนในปัจจุบันสามารถถ่ายภาพในเวลากลางวันได้อย่างดีจนเกือบจะไร้ที่ติแล้ว แต่มีสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นที่ถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือในเวลากลางคืนได้อย่างยอดเยี่ยม และเพื่อให้ Vivo V15 ถ่ายภาพในเวลากลางคืนออกมาสวยงามไม่แพ้ตอนกลางวัน จึงมาพร้อม AI Super Night Mode ที่ช่วยให้ Vivo V15 ถ่ายภาพได้แม้อยู่ในที่มืดสนิท ด้วยการเพิ่มความสว่างให้กับรูปภาพอย่างเป็นธรรมชาติ จึงทำให้รายละเอียดไม่ดูหยาบเหมือนถูกปรับด้วยซอฟต์แวร์ อีกทั้งยังมีจุดรบกวนน้อยมาก เพียงเปิดโหมดกลางคืนและถือเครื่องนิ่งไว้ราวๆ 3-4 วินาทีก็จะได้ภาพถ่ายตอนกลางคืนที่สวยงามมากๆ ถ้าเครื่องใครไม่พบโหมดนี้แนะนำให้ทำการอัพเดทซอฟท์แวร์ตัวเครื่องให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดก่อน 

Vivo V15 ยังมากับสเปกที่น่าสนใจ โดยใช้จอแสดงผล Ultra FullView Display ไร้กรอบ ไร้รอยบาก ความละเอียด 1080 x 2340 พิกเซล ขนาด 6.53 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอต่อบอดี้สูงถึง 90.95% ทำงานบนพื้นฐาน Android 9.0 Pie สวมทับด้วย Funtouch OS 9

ประมวลผลด้วยชิป MediaTek Helio P70 ความจำ RAM 6GB จับคู่กับ ROM 128GB สนับสนุนการ์ด MicroSD สูงสุด 256GB ความจุแบตเตอรี่ 4000mAh และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging ทั้งหมดนี้มาในราคาสุดคุ้ม เพียง 10,999 บาท ถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นสุดคุ้มอีกรุ่นที่ไม่อยากให้พลาดกัน

from:https://www.flashfly.net/wp/248668

จัดอันดับผู้ผลิต Premium Smartphone 2018 | Apple iPhone ยังแชมป์ ส่วน Google Pixel และ OnePlus มาแรงในแบบของตัวเอง

จากการประเมินยอดขายสมาร์ทโฟนกลุ่มพรีเมียมรอบปีที่ผ่านมา โดย Counterpoint Research มีรายงานว่า Google Pixel เข้าสู่อันดับสมาร์ทโฟนพรีเมียมชั้นนำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ ถึงแม้จะยังอยู่เฉพาะในบางตลาดเท่านั้นก็ตาม โดยทำได้ถึงอันดับที่ 3 ของอเมริกา ส่วน OnePlus ต้องเรียกว่ามาแรงแบบฉุดรั้งไว้ไม่อยู่จริงๆ ก้าวขึ้นสู่อันดับ 5 ของโลกสำหรับแบรนด์พรีเมียมเป็นที่เรียบร้อย แถมยอดขายโต 209% ส่วนแชมป์ยังเป็น Apple ตามมาด้วย Samsung และ Huawei แบบไม่ผิดคาดนัก

Apple x Samsung x Huawei ยังนำ ส่วน Google กับ OnePlus คือดีงามในที่ของตัวเอง

สำหรับผู้นำยังคงเป็นเจ้าเก่า เจ้าเดิม อย่าง Apple ตามมาด้วย Samsung ในแทบทุกตลาด โดยหากจัดอันดับโลกนั้น Apple กินส่วนแบ่งการตลาดพรีเมี่ยมสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 51% ส่วน Samsung และ Huawei อยู่ที่ 22% และ 10% ตามลำดับ โดยฝั่ง Apple กับ Samsung นั้นมีสัดส่วนที่ลดลงเล็กน้อย ผลพวงจากการที่คู่แข่งเบอร์รองๆแทบทุกราย สามารถเข็นนวัตกรรมในระดับทัดเทียมกันออกมาพร้อมกับราคาที่ย่อมเยาว์กว่า ในขณะที่ Huawei ก็ทำยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ Segment ราคา ไม่ใช่แค่กลุ่มพรีเมียมเสียด้วยซ้ำ และที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือสัดส่วนยอดขายเรือธงของ OPPO เพิ่มขึ้นมากจาก 1% กลายมาเป็น 6% ขึ้นแท่นอันดับ 4 ของโลกไปเลย จากที่ช่วงปีหลัง ๆ มานี้หันมาโฟกัสรุ่นพรีเมียมกับเขามากขึ้นชนิดจัดหนัก จัดเต็ม

ในขณะที่ทางฝั่งของ Google นั้น ถึงแม้จะยังทำตลาดไม่ทั่วถึงนักทั้งในแง่ปริมาณการผลิตและจำนวนประเทศที่เข้าไปขาย (เช่นสาวกบ้านเราที่เฝ้ารอๆๆ และยังคงต้องรอกันต่อไป T-T) แต่ในตลาดที่ Google ให้ความสำคัญเป็นพิเศษอย่าง อเมริกาเหนือ (NAM) และ ยุโรปตะวันตก (WE) นั้นเรียกได้ว่าเริ่มเข้าสู่ยุคทองของพวกเขาแล้วจากส่วนแบ่งยอดขาย ขึ้นแท่นอันดับ 3 และอันดับ 5 ตามลำดับ เบียดชื่อชั้นอย่าง LG ที่เคยอยู่ในอันดับกลุ่มนี้ลงได้เรียบร้อย ฝากผลงานยอดขายโตปีต่อปีอยู่ที่ 40%

เช่นเดียวกับ OnePlus ผู้เคลมฉายา Flagship Killer ที่หลังจากปี 2017 เป็นต้นมา ความพยายามขยายตลาดให้ครอบคลุมเกือบทุกทวีปทั่วโลกดูจะเห็นผลอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ มีอัตราการเติบโตของยอดขายปีต่อปี สูงถึง 209% (ใช่แล้วเราพิมพ์ไม่ผิด 2 เท่ากว่าในปีเดียว!) ปัจจุบันกลายเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนพรีเมียมอันดับ 5 ของโลกเป็นที่เรียบร้อย สเปคจัดเต็มในราคาที่จ่ายไปนั้นดูจะเป็นกลยุทธ์ที่เข้าเป้าสุดๆ โดยเฉพาะกับประเทศที่หลงรักในความคุ้มค่าอย่าง India ขึ้นแท่นอันดับ 2 เป็นรองเพียง Samsung เท่านั้น

ที่เหลือแบ่งๆกัน บางรายกำลังมา ส่วนบางรายนั้นกำลังช้ำใจ…

สำหรับแบรนด์ที่ทำผลงานได้ดีทั้ง Segment รวม และ Premium Segment อย่าง OPPO, Vivo, และ Xiaomi นั้นติดอันดับ Top 5 กับเขาด้วยในบ้านตัวเองอย่างจีน (CHINA) ซึ่งมีปริมาณและกำลังซื้อมากจนส่วนหนึ่งส่งผลให้ OPPO ติดอันดับ 5 ของโลกในตลาดพรีเมี่ยมนี้ไปเลยด้วยเพราะถ้าสังเกตุจากตารางข้างบน ไม่มีชื่อ OPPO ปรากฏอยู่ในตลาดประเทศอื่นเลยสำหรับ 5 อันดับแรก แปลว่าผลงานอันดับ 3 ในจีนนั้นยิ่งใหญ่มากจริงๆ นอกจากนั้น Nokia by HMD Global เป็นครั้งแรกเหมือนกัน ที่กลับมามีชื่อเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำกับเขาอีกครั้ง โดยล่าสุดนอกจากติดอันดับ 10 ของโลกในทุก Segment แล้วยังสามารถไต่ขึ้นอันดับ Top 5 ได้แล้วสำหรับ Premium Segment ในประเทศกลุ่มตะวันออกกลางและแอฟริกา (MEA)

ถัดมาเป็นกลุ่มอาการทรงตัวแบบออกไปทางเป๋ๆ มีเป๋มากกับเป๋น้อย… เริ่มที่ Motorola นับตั้งแต่ Lenovo ซื้อมาปั้นกันใหม่นั้น เกาะกลุ่ม Top 5 ได้อยู่บ้างสำหรับตลาดพรีเมียมของบางทวีป ส่วน LG กับ Sony ควงคู่กันหายไปจาก Top 5 ของตลาดยุโรปเป็นที่เรียบร้อย (WE) ในรายของ LG จะหนักกว่าเพื่อนหน่อยตรงที่โดนคู่แข่งเบอร์แรงทั้ง Google และ OnePlus เบียดแย่งอันดับไปจากทั้ง อเมริกาเหนือ (NAM) ยุโรปตะวันตกและตะวันออก (WE & CEE) ส่วนอดีตแชมป์อเมริกาเหนือและ Top 5 ของโลกโดยเฉพาะในระดับเรือธงอย่าง HTC นั้นไม่มีข้อมูล… เราคิดถึงนายนะ

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ Sony ยังคงรั้งอันดับ 3 เอาไว้ได้แบบเหนียวแน่นสำหรับตลาดเอเชียแปซิฟิก (APAC Excl China) เป็นรองเพียง Apple กับ Samsung เท่านั้น อาจเป็นเพราะความนิยมที่ยังมีอยู่พอสมควรกับประเทศเจ้าบ้านอย่างญี่ปุ่น รวมไปถึงไต้หวันและออสเตรเลีย อันที่จริงเรือธง Sony Xperia ผลิตที่ประเทศไทยนะ การกลับมาทำตลาดอีกครั้งหนึ่งคงไม่ใช่เรื่องยากนักอย่างที่ Sony ประเทศไทยเคยเกริ่นเอาไว้ว่าพักทำตลาดเท่านั้นยังไม่ได้ยอมแพ้ หวังว่าจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน…

จุดเริ่มต้นความสำเร็จ…? เจ้าบ้าน Android กับ ผู้สร้างแบรนด์ Flagship Killer

ถึงแม้จะมาช้าและมาแพง แต่ Google Pixel นั้นถูกสร้างขึ้นมาอย่างโดดเด่นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์การใช้งานที่ชูว่า นี่คือ Android จาก Google แท้ๆ ในฐานะเจ้าของบ้าน การผสมผสานทุกบริการของ Google ได้อย่างลงตัว และที่ขาดไม่ได้เลยคือ Pixel ตั้งแต่รุ่น Original ในปี 2016 มานั้น สร้างแรงกระตุ้นให้คู่แข่งอย่างมากในด้าน Computational Photography มันคือประสบการณ์รูปถ่ายมือถือที่ยอดเยี่ยมชนิดที่ทุกวันนี้ยังคงคอนเซ็ปกล้องเดียวก็เปรี้ยวได้เอาไว้ ยังไม่ใส่กล้อง 2 กล้อง 3 มาสักที อย่างไรก็ตามยอดขายที่โตกว่า 40% ในปีล่าสุดนั้นถูกวิเคราะห์ว่า Google เลือกใช้เวลากับ Pixel Original และ Pixel 2 เพื่อสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็งในตัวมันเอง ก่อนที่จะทุ่มงบการตลาดแบบเอาเป็นเอาตายให้กับ Pixel 3 Series ช่วงท้ายปี 2018 นี่เอง ซึ่งนับว่ากลยุทธ์นี้เริ่มทำผลงานแล้ว

สำหรับอีกฝั่งของโลกอย่าง OnePlus นั้น มีกลยุทธ์ที่สุดไปอีกทางมาตั้งแต่รุ่นแรก OnePlus 1 (1+1) เปิดตัวในปี 2014 ชูแบรนด์ของตัวเองว่า “Flagship Killer” หรือ “นักฆ่าเรือธง” แบบที่เราชอบเรียกกันนั่นแหละ โดย OnePlus ใช้วิธีการอัดสเปคให้เท่ากันหรือมากกว่าพรีเมียมแบรนด์อื่นในทุกๆปี แต่มาพร้อมราคาเริ่มต้นที่ถูกกว่าเรือธงแบรนด์อื่นราวๆ 50% (ทุกวันนี้แพงขึ้นเยอะนะ แต่ก็ยังถูกกว่าชาวบ้านเขาอยู่ 30 – 40% ในสเปคจัดเต็มเช่นเดิม) นอกจากนั้นแล้ว OnePlus ยังขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เน้นฟังเสียงสาวกอย่างจริงจัง เช่น CEO (Pete Lau) ที่ชอบตั้งคำถามและตอบโต้บน Social Network เพื่อหาคำตอบให้กับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเสมอๆ แล้วมันไปฆ่าเรือธงยังไงน่ะหรอ อันนี้ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องโดยตรงรึเปล่า แต่น่าจะต้องลองไปถามชื่อคุ้นหูอย่าง HTC, LG หรือ Sony ดูว่ามีความเห็นอย่างไรกันบ้าง… #htcไม่ถูกใจสิ่งนี้

อ้างอิง: 9to5Google | Counterpoint Technology Market Research

from:https://droidsans.com/google-oneplus-outperform-premium-smartphone-market/

การโจมตี DDoS จะมีอายุครบรอบ 20 ปีในเดือนกรกฎาคม 2019 นี้

วันที่ 22 กรกฎาคม 2019 ที่จะถึงนี้ จะถือเป็นวันครบรอบอายุ 20 ปีของการโจมตีแบบ Distributed Denial of Service หรือ DDoS ที่เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อนหน้าซึ่งเกิดขึ้นภายในระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัย University of Minnesota นั่นเอง

Credit: http://www.digitalattackmap.com

DDoS ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกรฎาคม 1999 โดยเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งของ University of Minnesota นั้นได้ถูกโจมตีจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นจำนวน 114 เครื่องซึ่งมี Script อันตรายที่มีชื่อว่า Trin00 นั่นเอง

Trin00 นั้นจะทำการส่ง Packet จำนวนมากไปยังเป้าหมายของการโจมตี และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายนั้นไม่มีทรัพยากรเหลือสำหรับการประมวลผล Packet อื่นๆ ได้อีก ซึ่งการโจมตีในครั้งนั้นก็ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของ University of Minnesota นั้นไม่สามารถใช้งานได้ถึง 2 วันเลยทีเดียว

แนวคิดนี้ได้ถูกนำไปใช้โจมตีกันอย่างแพร่หลายในเวลาสั้นๆ และเพียงไม่กี่เดือนถัดมาเท่านั้น Yahoo, Amazon, CNN ก็ได้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี DDoS นี้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันนี้มีการค้นพบการโจมตี DDoS ที่รุนแรงถึงระดับ 1.7Tbps แล้ว (อ่านข่าวได้ที่ https://www.techtalkthai.com/netscout-arbor-found-1-7-tbps-ddos-attack/) และการโจมตี DDoS ก็กลายเป็นช่องทางทำเงินของเหล่าผู้ไม่ประสงค์ดีด้วยการเปิดบริการ DDoS ใส่เป้าหมายได้หรือ DDoS-as-a-Service นั่นเอง

ที่มา: https://www.technologyreview.com/s/613331/the-first-ddos-attack-was-20-years-ago-this-is-what-weve-learned-since/

from:https://www.techtalkthai.com/ddos-attack-will-be-20-years-old-by-2019-07/

Apple อัพเดตโครงการรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ล่าสุด สามารถหมุนเวียนแร่โคบอลต์เพื่อผลิตแบตเตอรี่ใหม่ได้แล้ว

แอปเปิลออกรายงานประจำปีด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีประเด็นสำคัญเรื่องความก้าวหน้าของโครงการรีไซเคิลวัสดุ เพื่อลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแอปเปิลนำ iPhone ที่ลูกค้านำมาแลกเปลี่ยนในโครงการเทรดอิน ไปแยกชิ้นส่วนเพื่อหมุนเวียนวัสดุไปผลิตใหม่ โดยหุ่นยนต์ Daisy สามารถแยกชิ้นส่วน iPhone ที่แตกต่างกันถึง 15 รุ่น ได้ถึง 1.2 ล้านเครื่องต่อปี

พัฒนาการสำคัญที่แอปเปิลนำเสนอคือการนำแร่โคบอลต์ในแบตเตอรี่ มาผ่านกระบวนการเพื่อผลิตเป็นแบตเตอรี่ใหม่ได้ ทำให้ลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ตะกั่วในเมนบอร์ดของผลิตภัณฑ์แอปเปิลทั้งหมด ก็ใช้ตะกั่วจากการรีไซเคิล ส่วนอลูมิเนียมที่ใช้ผลิตฝา MacBook Air ก็มาจากการรีไซเคิลทั้งหมดเช่นกัน

แอปเปิลยังประกาศตั้งศูนย์วิจัยด้านการนำวัสดุกลับมาใช้งานใหม่ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส เพื่อวิจัยและค้นหาแนวทางใหม่ในการนำวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มาใช้งานซ้ำ เป็นการลดขยะเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ที่มา: แอปเปิล

alt="Daisy"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/109282

กูเกิ้ลประกาศเปิดตัว “สตอเรจแบบแช่แข็งข้อมูล”

ในงานประชุม Google Cloud Next ล่าสุด ได้มีการเปิดตัวสิ่งที่เรียกว่า “Ice Cold Storage” ที่เป็นสตอเรจบนคลาวด์แบบ Archive-Based ที่ออกแบบมาสำหรับจัดเก็บข้อมูลในระยะยาว ใช้ API เดียวกันกับสตอเรจแบบอื่นของกูเกิ้ลในการเข้าถึงและจัดการ เรียกว่าเป็นบริการสำหรับจับข้อมูลแช่แข็งแทบจะตลอดกาลโดยเฉพาะ

ประเด็นคือ กูเกิ้ลได้ทลายข้อจำกัดของสตอเรจแบบ “Cold”, “Deep Cold”, หรือ “Icy” แล้วแต่จะตั้งชื่อที่เคยมีมาก่อนหน้า ที่มักมีดีเลย์ในการกู้คืนหรือเข้าถึงข้อมูลที่แช่แข็ง (เหมือนต้องรอละลายน้ำแข็ง) ที่มักเต็มไปด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยาก ใช้โพลิซีแบบ Hierarchical Storage Management (HSM)สมัยก่อน มาเป็นระบบที่สามารถเข้าถึงได้ทันทีอย่างรวดเร็วแทน

จากค่าบริการที่กูเกิ้ลประกาศมาเท่ากับ 1.23 ดอลลาร์ฯ ต่อ TB ต่อเดือนนั้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือกใช้โคลด์สตอเรจนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเวลาที่ต้องใช้ในการเข้าถึงหรือดึงข้อมูลออกมาเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่าย อย่างค่าบริการเพิ่มเติมที่การจัดการกับข้อมูลด้วย

อย่างไรก็ดี กูเกิ้ลได้ประกาศเปิดตัวอีกบริการที่ใช้ชื่อว่า Cloud Filestoreซึ่งเป็นระบบจัดเก็บไฟล์ที่ยกระดับประสิทธิภาพการอ่านข้อมูลจนได้ทรูพุตมากถึง 1.2 GB ต่อวินาที และ IOPS ที่ 60k พร้อมการเข้าถึงสตอเรจบนคลาวด์ที่ใช้ระบบไฟล์แบบ NFS

ที่มา : ITProtoday

from:https://www.enterpriseitpro.net/google-announces-ice-cold-storage/

หมดยุคเงินเดือนเฟ้อ? Stack Overflow รายงานเงินเดือนปี 2019: DevOps เงินเดือนเฉลี่ยลดลง, WebAssembly มาแรง

Stack Overflow ออกรายงานสำรวจการทำงานสายเทคโนโลยีปี 2019 (ข่าวรายงานปี 2018) พบว่าอาชีพที่เงินเดือนดียังคงอยู่ในกลุ่ม DevOps, site reliability engineer (SRE), และผู้จัดการวิศวกร (engineering manager) แต่ปรากฎว่าเงินเดือนในกลุ่ม DevOps specialist นั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 71,000 ดอลลาร์ ลดลงกว่าปีที่แล้วที่เคยอยู่ที่ 72,000 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับ full-stack developer ที่เงินเดือนเฉลี่ยลดลงเช่นกันเหลือ 57,000 ดอลลาร์ จากปีที่แล้ว 59,000 ดอลลาร์

อย่างไรก็ดีเงินเดือนเฉพาะในสหรัฐฯ นั้นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพิ่มเป็น 122,000 ดอลลาร์ต่อปีจาก 110,000 ดอลลาร์ต่อปี ส่วน full-stack developer ก็เพิ่มเป็น 110,000 ดอลลาร์ต่อปี จาก 100,000 ดอลลาร์ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเงินเดือนหยุดนิ่งอาจจะเป็นเฉพาะนอกสหรัฐฯ เท่านั้น

งานระดับผู้จัดการ หรือ engineering manager ที่เป็นกลุ่มเงินเดือนสูงสุดยังคงเงินเดือนเพิ่มขึ้นต่อไป จาก 89,000 ดอลลาร์ในปีที่แล้ว มาเป็น 95,000 ดอลลาร์ในปีนี้หรือเพิ่มขึ้นถึง 6.7% ส่วนโปรแกรมเมอร์ที่ใช้ภาษา Closure, F#, และ Go ยังคงเป็นกลุ่มที่เงินเดือนสูงสุด ปีนี้มี WebAssembly เข้ามาในรายงานสำรวจและพบว่ามาแรงอยู่ที่ประมาณ 74,000 ดอลลาร์ทีเดียว

ปีนี้เป็นปีแรกที่ Stack Overflow สำรวจชั่วโมงทำงาน และพบว่าส่วนมากทำงานเฉลี่ย 40-44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีเลยไปมากกว่า 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อยู่ 2% และอาชีพกลุ่มเงินเดือนสูง เช่น ผู้บริหาร, ผู้จัดการ, และ DevOps นั้นมีชั่วโมงทำงานสูงเช่นเดียวกัน ยกเว้นผู้ดูแลระบบ (system administrator) เท่านั้นที่มีชั่วโมงทำงานสูงแม้จะอยู่ในกลุ่มเงินเดือนกลางๆ

ที่มา – Stack Overflow Developer Survey Results 2019

No Description

from:https://www.blognone.com/node/109281

โฆษณา

for feed news app

%d bloggers like this: