Amazon EC2 เปิดให้ใช้เครื่อง G4 ที่ใช้ NVIDIA T4 Tensor Core GPU แล้ว

AWS เปิดให้บริการ Amazon EC2 แบบ G4 พร้อมชิพ NVIDIA อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับงานด้าน video transcoding, game streaming, remote graphics workstations ไปจนถึงงานประเภท ML, real-time speech และ NLP

สำหรับ Amazon EC2 G4 ทุก instance จะมาพร้อมกับ NVIDIA T4 Tensor Core GPU ซึ่งแต่ละตัวจะมี 320 Turing Tensor cores, 2,560 CUDA cores และเมมโมรี่ 16GB ส่วนซีพียูใช้ Intel Xeon Scalable (Cascade Lake) เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่ปรับแต่งเพื่อ AWS โดยเฉพาะ มี 64 vCPU และพัฒนาอยู่บนระบบ AWS Nitro ซึ่งสตอเรจแบบ local NVMe ของ Nitro สามารถใช้กับดิสก์ได้สูงสุดถึง 1.8TB แบบ direct access

Amazon EC2 แบบ G4 มีให้เลือกเป็น VM 6 แบบ ขนาดเล็กสุดคือ g4dn.xlarge และใหญ่สุดคือ g4dn.16xlarge ส่วน bare metal มีให้เลือก 1 แบบ คือ g4dn.metal

ตัวเครื่องมี AMI ให้เลือก 3 รูปแบบที่เหมาะสำหรับการรันเวิร์คโหลดประเภทกราฟิกซึ่งอยู่ในกลุ่ม NVIDIA Gaming คือ Windows Server 2016, Windows Server 2019 และ Ubuntu 18.04

ส่วน Deep Learning AMI ของ AWS เวอร์ชันใหม่ล่าสุดก็รองรับ G4 แล้วเช่นกัน โดย AWS ได้ทดสอบกับ g3.16xlarge เทียบกับ g4dn.12xlarge แล้วได้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ ให้ความเร็วสูงสุด 2.03 เท่าจากการทำ benchmark โดยใช้ FP32 numeric precision

ตอนนี้ Amazon EC2 G4 มีให้บริการทั้งหมด 9 region ได้แก่ US East (N. Virginia), US East (Ohio), US West (Oregon), US West (N. California), Europe (Frankfurt), Europe (Ireland), Europe (London), Asia Pacific (Seoul) และ Asia Pacific (Tokyo)

ที่มา – AWS

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/112075

โฆษณา

LINE Melody แจง “กำลังแก้ไข” เสียงเรียกเข้า LINE กลายเป็นเสียงเรียกเข้าของ iPhone หลังอัปเดตเป็น iOS 13

Line Melody Ios 13 Bugหลังจากอัปเดตเป็น iOS 13 ผู้ใช้ LINE เจอปัญหาเสียงเรียกเข้า LINE กลายเป็นเสียงเรียกเข้าของ iPhone แทน โดยทาง LINE Melody ชี้แจงว่ากำลังแก้ไขอยู่ ผู้ใช้ iOS 13 อาจจะไม่สามารถใช้เสียงเรียกเข้าที่ตั้งไว้ใน LINE Melody ได้ (ในบางกรณี) สำหรับรายละเอียดที่ LINE Melody แจ้งให้ผู้ใช้ได้ทราบ คือ หลังจากผู้ใช้อัปเดตเป็น iOS 13 ทำให้เสียงเรียกเข้าของ LINE กลายเป็นเสียงเรียกเข้าของ iPhone แทน หมายถึง ผู้ใช้ iOS 13 อาจไม่สามารถใช้เสียงเรียกเข้าของ LINE Melody ได้ โดย LINE Melody เผยว่าปัญหานี้อาจเกิดขึ้นในบางกรณี ไม่มีผลกระทบต่อเสียงรอสาย และทาง LINE Melody ก็ได้ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหานี้แล้ว ดังนั้นใครที่เจอปัญหาอยู่ให้รออัปเดตแก้ไขจาก LINE อีกครั้ง ข้อมูลเพิ่มเติม […]

from:https://www.iphonemod.net/line-melody-ios-13-bug.html

เทียบกันให้เห็นๆ realme 5 Pro คุ้มค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นในย่านราคาเดียวกัน

 

ช่วงหลังมานี้ต้องบอกเลยว่าการแข่งขันของสมาร์ทโฟนในช่วงราคาระดับหลักพันปลาย ๆ ไปจนถึงหลักหมื่นต้น ๆ นั้นจัดว่าดุเดือดมาก ๆ แบบไม่มีใครยอมใคร

และตอนนี้เองทาง realme ก็ได้ส่ง realme 5 Pro สมาร์ทโฟนสเปคสุดคุ้มที่มาพร้อมกล้องหลัง 4 ตัวมาแข่งในช่วงราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทด้วยเช่นกัน

ซึ่งสเปคจะคุ้มค่าคุ้มราคาขนาดไหนนั้นงานนี้คงต้องลองเอามาเทียบกับ Vivo S1 ที่อยู่ในช่วงราคาเดียวกัน และ Huawei nova 5T ที่กำลังมาแรงสุด ๆ แต่ราคาพุ่งไปถึงหมื่นนิด รุ่นไหนจะมีจุดเด่นยังไงกันบ้าง เดี๋ยวเรามาดูกัน

 

หน้าจอ

 

realme 5 Pro มาพร้อมกับหน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.3 นิ้วพร้อมรอยบากทรงหยดน้ำ ความละเอียด Full HD+ (1080 x 2340 พิกเซล)

ส่วน Huawei nova 5T นั้นจะมาพร้อมกับจอ IPS LCD ความละเอียด Full HD+ เช่นเดียวกับ realme 5 Pro ขนาดของหน้าจออยู่ที่ 6.26 นิ้วซึ่งเล็กกว่า realme 5 Pro เล็กน้อย แต่จุดที่แตกต่างและเด่นกว่าใครคือหน้าจอแบบ Punch Display ที่ตัวกล้องจะอยู่ในรูบนหน้าจอ ไม่ได้ยื่นออกมาเป็นรอยบากจากบริเวณขอบบนของเครื่อง

สำหรับ vivo S1 นั้นจะใช้รูปแบบหน้าจอที่แตกต่างจากใครเพื่อน คือมาพร้อมกับจอแบบ Super AMOLED และมีความละเอียด Full HD+ เช่นเดียวกัน ขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.38 นิ้ว ส่วนรอยบากบนหน้าจอจะมีลักษณะที่คล้ายกับรอยบากของ realme 5 Pro

ถ้ามองในส่วนของหน้าจอก็จะพบว่า vivo S1 นั้นมีประเภทของจอที่โดดเด่นที่สุด ส่วน realme 5 Pro และ Huawei nova 5T นั้นมีหน้าจอที่ดีไม่แพ้กัน

ชิปเซ็ต

ชิปเซ็ตจัดว่าเป็นหัวใจหลักของสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้ เวลาตัดสินใจเลือกสมาร์ทโฟนสักหนึ่งรุ่นชิปเซ็ตเป็นสิ่งแรก ๆ ที่หลายคนนำมาพิจารณา ซึ่งทั้ง 3 รุ่นที่เรานำมาเปรียบเทียบกันในวันนี้ต่างก็ใช้ชิปเซ็ตที่มาจากคนละบริษัทกัน

เริ่มจาก realme 5 Pro ที่ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 712 จากค่าย Qualcomm ซึ่งเป็นบริษัทที่สาวก Android ส่วนใหญ่ชื่นชอบ จุดเด่นของ Snapdragon 712 คือมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า Snapdragon 710 ทำให้ CPU เร็วขึ้นเป็น 2.3 GHz ผลิตที่สถาปัตยกรรม 10 nm รองรับระบบ Quick Charge 4+ ของ Qualcomm

สำหรับชิปเซ็ตของ Huawei nova 5T นั้นเรียกได้ว่ามาเหนือแบบสุด ๆ เพราะ Huawei ได้นำชิปเซ็ต Kirin 980 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตระดับเรือธงมาใส่ในสมาร์ทโฟนในราคาหมื่นต้น ๆ CPU เร็วสูงสุดถึง 2.6 GHz ผลิตที่สถาปัตยกรรม 7 nm ซึ่งทาง Huawei เคลมว่าประสิทธิภาพดีกว่าชิปเซ็ต 10 nm 20% และประสิทธิภาพในการใช้พลังงานดีขึ้น 40%

ส่วน vivo S1 นั้นใช้ชิปเซ็ต Helio P65 จาก Mediatek ความเร็วของ CPU อยู่ที่ 2.0 GHz ผลิตที่สถาปัตยกรรม 12 nm ทาง Mediatek บอกว่ามีประสิทธิภาพสูงขึ้น 25% จากรุ่นก่อนหน้า

สำหรับชิปเซ็ตนั้นถ้าให้เรียกลำดับความแรงจากมากไปน้อยก็คือ Huawei nova 5T นั้นแรงที่สุด ตามมาด้วย realme 5 Pro และ vivo S1 ตามลำดับ แต่สำหรับการใช้งานจริงในชีวิตประวันก็ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานทั่ว ๆ ไปทุกรุ่น

RAM และ Storage

สมาร์ทโฟนทั้ง 3 รุ่นที่เราจับมาเปรียบเทียบกันในวันนี้มี Ram เท่ากันหมดที่ 8 GB (สำหรับรุ่นย่อยท็อปสุด) และมี Storage จุเท่ากันที่ 128 GB ทั้งหมด แต่รายละเอียดปลีกย่อยสำหรับประเภทความจุนั้นมีความแตกต่างกัน สำหรับ realme 5 Pro และ Huawei nova 5T นั้นจะเป็น storage แบบ UFS 2.1 ซึ่งเทียบเท่าได้กับเรือธงบางรุ่นเลยทีเดียว ส่วน vivo S1 จะใช้ storage แบบ eMMC 5.1 ซึ่งมีความเร็วในการเขียนและอ่านข้อมูลช้ากว่า

กล้อง

 

realme 5 Pro มาพร้อมกับกล้องหลัง 4 ตัว ประกอบไปด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • กล้อง Ultra-wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องสำหรับถ่ายมาโคร ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องสำหรับวัดความลึก ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

Huawei nova 5T ก็มาพร้อมกับกล้องหลัง 4 ตัวเช่นเดียวกัน ประกอบไปด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • กล้อง Ultra-wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องสำหรับถ่ายมาโคร ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องสำหรับวัดความลึก ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วน vivo S1 นั้นมาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบไปด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • กล้อง Ultra-wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องสำหรับวัดความลึก ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ถ้ามองในภาพรวมด้านกล้องจะเห็นว่า realme 5 Pro กับ Huawei nova 5T มีคุณสมบัติด้านกล้องที่สูสีกันมาก ซึ่ง Huawei nova 5T จะได้เปรียบในส่วนของกล้อง Ultra-wide ที่มีความละเอียดเยอะกว่า ส่วน vivo S1 นั้นมีกล้องหลักที่ความละเอียดน้อยกว่าทั้ง 2 รุ่นที่ว่ามา และไม่มีกล้องสำหรับถ่ายมาโคร

สำหรับกล้องหน้านั้น realme 5 Pro มาพร้อมกับกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ส่วน Huawei nova 5T และ vivo S1 มาพร้อมกล้องหน้าที่ความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ซึ่งถือว่า Huawei nova 5T และ vivo S1 นั้นได้เปรียบกว่าในเรื่องของความละเอียดกล้องหน้า

ช่องเสียบหูฟัง

ถึงแม้ว่าสมาร์ทโฟนหลายรุ่นในปัจจุบันจะตัดรูหูฟังออกไปบ้างแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารูหูฟังยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลายคน ซึ่ง realme 5 Pro และ vivo S1 นั้นยังมีรูหูฟังอยู่ แต่ Huawei nova 5T นั้นได้ตัดรูหูฟังออกไปเรียบร้อยแล้ว

แบตเตอรี่

 

แบตเตอรี่นับว่าเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ อีกหนึ่งเรื่องในการตัดสินใจ สำหรับใครที่ใช้งานอย่างหนักหน่วงก็ต้องการแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานและชาร์จได้ไว ซึ่ง realme 5 Pro นั้นมีแบตเตอรี่ขนาด 4035 mAh และมาพร้อมกับระบบชาร์จไว VOOC 3.0 ที่ชาร์จได้ไว 20 วัตต์ ส่วน Huawei nova 5T นั้นมีแบตเตอรี่ขนาด 3750 mAh และมาพร้อมกับระบบชาร์จไว 22.5 วัตต์ ขณะที่ vivo S1 นั้นมาพร้อมแบตเตอรี่ที่จุเยอะกว่าใครเพื่อนถึง 4500 mAh แต่การชาร์จของ vivo S1 นั้นจะชาร์จช้ากว่า realme 5 Pro และ Huawei nova 5T เพราะกำลังไฟในการชาร์จอยู่ที่ 18 วัตต์

สำหรับภาพรวมของแบตเตอรี่จะพบว่า vivo S1 มีแบตเตอรี่ที่จุไฟได้เยอะสุด ตามมาด้วย realme 5 Pro และ Huawei nova 5T ส่วนการชาร์จนั้น Huawei nova 5T จะชาร์จได้ไวสุด รองลงมาคือ realme 5 Pro และ vivo S1

แต่สำหรับการใช้งานจริงนั้นคาดว่า realme 5 Pro น่าจะใช้งานได้ดีที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะชาร์จได้ช้ากว่า Huawei nova 5T แต่แบตเตอรี่นั้นมีขนาดเยอะกว่า 285 mAh และถึงแม้ว่าจะมีแบตเตอรี่น้อยกว่า vivo S1 ถึง 465 mAh แต่สามารถชาร์จไฟกลับได้ไวกว่าเพราะกำลังชาร์จไฟเยอะกว่าและแบตเตอรี่มีความจุน้อยกว่านั่นเอง

สรุปภาพรวม

 

ถ้ามองในภาพรวมนั้นจะเห็นว่า Huawei nova 5T มีภาพรวมที่โดดเด่นมากที่สุดและใช้ชิปเซ็ตที่แรงที่สุด แต่ realme 5 Pro นั้นก็ถือว่ามีสเปคที่สูสีกับ Huawei nova 5T มาก ทั้งในเรื่องของหน้าจอ แรม ความจุ และกล้องหลัง แถมยังเหนือกว่าตรงมีช่องเสียบหูฟังมาให้ด้วย

ถึงแม้ว่าชิปเซ็ตจะไม่ได้แรงเท่าแต่ราคาของ realme 5 Pro นั้นถูกกว่า Huawei nova 5T เกือบ 2,000 บาท และมีราคาเท่ากับ vivo S1 ที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องหน้าจอ Super AMOLED และขนาดของแบตเตอรี่ แต่เป็นรอง realme 5 Pro ในเรื่องชิปเซ็ต, ประเภทของหน่วยความจำ, กล้องหลัง และความเร็วในการชาร์จ

ซึ่งถ้าพิจารณาในภาพรวมแล้ว realme 5 Pro จัดว่ามีสเปคกับราคาที่คุ้มค่ามากและน่าโดนสุด ๆ ในตัวเลือกที่นำมาเปรียบเทียบ

นอกจากนี้ realme ยังประกาศแล้วด้วยอีกว่า realme 5 Pro จะได้รับอัปเดต Android 10 แน่นอน เรียกว่าซัพพอร์ตต่อแบบไม่ทิ้งกันกลางทางแน่นอน

 

from:http://mobileocta.com/compare-to-see-realme-5-pro-is-worth-it/

OPPO เอาใจผู้ใช้ด้วยบริการหลังการขาย ให้คุณมีชีวิตที่ง่ายขึ้นกับ OPPO Service พร้อมมอบส่วนลดค่าซ่อมสูงสุดถึง 40%

 

OPPO จัดงาน OPPO Service Day ให้ผู้ใช้ OPPO ได้รู้จักกับบริการหลังการขายของ OPPO Service Center ที่รวดเร็ว สะดวกสบาย ด้วยบริการเป็นมิตรและมืออาชีพ พร้อมมอบโปรโมชั่นส่วนลดค่าอะไหล่สูงสุดถึง 40% ตั้งแต่วันนี้ – 20 ตุลาคม 2562 สำหรับสมาร์ทโฟนที่ซื้อแล้วเกินกว่า 1 ปี

 

OPPO Service Day

บริการหลังการขายถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟน OPPO ผู้นำแบรนด์
สมาร์ทโฟนจึงไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายด้วย OPPO Service Center ที่พร้อมให้บริการทั่วประเทศ

OPPO Service Center ให้คุณมีชีวิตที่ง่ายขึ้นด้วยบริการ ดังนี้

Fast – 1 Hour Flash Fix ซ่อมเสร็จภายใน 1 ชั่วโมง

OPPO มอบความรวดเร็วในการบริการ ด้วยการการันตีซ่อมเสร็จได้ภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์
ที่ดีต่อบริการหลังการขายใน OPPO Service Center

Professional – บริการอย่างมืออาชีพ

ที่ OPPO Service Center เรามีช่างมืออาชีพพร้อมบริการผู้ใช้งาน รวมถึงมีบริการเปลี่ยนเครื่องใหม่ สำหรับ
สมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

Friendly – ให้บริการอย่างเป็นมิตร

นอกจากการบริการที่ใส่ใจทุกรายละเอียดจาก OPPO Service Center แล้ว ยังมีบริการแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อ
ผู้ใช้ OPPO โดยเฉพาะด้วยบริการอัพเกรดซอฟต์แวร์ เช็คเครื่อง ทำความสะอาดเครื่อง ‘ฟรี’ โดยผู้ใช้สามารถเข้ารับบริการนี้ได้ตลอดอายุการใช้งาน

Convenient – มอบความสะดวกสบายให้ผู้ใช้ OPPO

OPPO Service Center ช่วยให้ผู้ใช้มีชีวิตที่ง่ายขึ้นด้วยจุดบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ บริการรับส่งเครื่องซ่อม ‘ฟรี’ สำหรับผู้ใช้ที่ไม่สะดวกเดินทางเข้ารับบริการที่ OPPO Service Center พร้อมตอกย้ำความสะดวกสบายอีกขั้นของ
OPPO Service Center ด้วยแอพพลิเคชั่น OPPO Service ที่จะเปิดให้ใช้บริการในอนาคตอันใกล้ เพื่อตอบสนองหลากหลายความต้องการได้ภายในคลิกเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเช็คสภาพเครื่องเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง การเช็คราคาอุปกรณ์หรืออะไหล่ การตรวจสอบสถานะการรับประกันเพียงกรอกเลข IMEI ลงบนแอป  หรือแม้กระทั่งสามารถติดตามสถานะการซ่อมสมาร์ทโฟนของคุณได้ รวมถึงสามารถค้นหาศูนย์บริการ OPPO Service Center ที่ใกล้ที่สุดได้ง่ายๆ

นอกจากนี้ OPPO ยังมอบโปรโมชั่นพิเศษส่วนลดค่าอะไหล่สูงสุดถึง 40% ตั้งแต่วันนี้ – 20 ตุลาคม 2562 สำหรับผู้ใช้ OPPO ที่ซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใดก็ได้เกินกว่า 1 ปี โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่ OPPO Service Center

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://oppo-th.custhelp.com/ และ https://www.facebook.com/oppothai.com

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OPPO ที่นี่ >>> http://bit.ly/2CtyuWo

 

from:http://mobileocta.com/oppo-service-day/

Google Pixel 4 จะมีให้เลือก 3 สี โดยหนึ่งในนั้นคือสีส้มที่เรียกว่า “Oh So Orange”

 

Google มีแผนจะเปิดตัว Pixel 4 และ Pixel 4 XL ที่งานอีเว้นท์ในเดือนตุลาคม ซึ่งก่อนหน้านี้มีสเปกหลุดออกมาให้เห็นกันไปแล้ว ล่าสุดมีข้อมูลชื่อเรียกสีตัวเครื่องอย่างเป็นทางการของ Pixel 4 ที่มีให้เลือก 3 สี คือสีดำ สีขาว และส้ม หลุดออกมาให้ทราบกันแล้ว

 

Pixel 4

เว็บไซต์ 9to5Google ได้เผยชื่อเรียกสีตัวเครื่องของ Pixel 4 ทั้ง 3 สีคือสีำ สีขาว และสีส้ม โดยจะถูกเรียกว่า Just Black, Clearly White และ Oh So Orange ตามลำดับ

ซึ่งล่าสุดสี Oh So Orange ถูกแสดงบนป้ายบิลบอร์ดในไทม์สแควร์ของเมืองนิวยอร์ก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Google ตั้งชื่อเรียกสีตัวเครื่องแบบนี้ เพราะ Pixel รุ่นก่อนหน้านี้ Google ก็ตั้งชื่อเรียกสีในแบบฉบับของตนเองที่ไม่เหมือนใครอย่าง Quite Black, Very Silver, Kinda Blue, Clearly White และ Not Pink

นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า Google จะเปิดตัวเคสสำหรับ Pixel 4 ซึ่งจะมีให้เลือก 4 สีคือ สีฟ้า สีดำ สีส้ม และสีชอล์ก

ทั้งนี้ นอกจาก Pixel 4 และ Pixel 4 XL จะเปิดตัวที่งานอีเวนต์ของ Google ในวันที่ 15 ตุลาคมแล้ว คาดว่าจะมีการเปิดตัวลำโพงสมาร์ท Nest Mini รุ่นที่ 2, เราเตอร์ Nest Wifi รุ่นใหม่ และ Pixelbook รุ่นที่ 2

ที่มา : 9to5google

 

from:http://mobileocta.com/google-pixel-4-to-come-in-three-colors-one-of-them-will-be-called-oh-so-orange/

ชมทดสอบ Drop Test iPhone 11 Pro ที่ Apple เคลมว่าใช้กระจกที่แข็งแกร่งที่สุด

Iphone 11 Pro Drop Testสื่อต่างประเทศเริ่มเผยรีวิวทดสอบ Drop Test iPhone 11 Pro ที่ Apple เคลมว่าใช้กระจกที่แข็งแกร่งที่สุด โดยรวมแล้วกระจกก็ยังคือกระจก แตกง่ายเหมือนเดิมหากตกแรง ๆ Drop Test iPhone 11 Pro สำหรับไฮไลท์การ Drop Test จากสื่อต่างประเทศ มีดังนี้ หากเครื่องกระแทกพื้นจากด้านหลังเครื่อง ด้วยความสูงระดับหนึ่งก็มีโอกาสสูงมากที่กระจกหลังจะแตก มุมตกกระทบมีผลมาก ๆ เพราะถึงแม้จะตกจากความสูงไม่มากแต่ถ้าโดนมุมสำคัญแล้วตัวเครื่องมีโอกาสเสียหายเช่นกัน PhoneBuff ทดสอบ Drop Test ผ่านเครื่องทดสอบทำให้ระยะมุมมีความแม่นยำกว่า ส่วน EverythingApplePro นั้นทดสอบแบบทั่วไปจึงทำให้มุมและความแม่นยำของการตกกระทบอาจคลาดเคลื่อน ผลทดสอบของ EverythingApplePro ชี้ว่า iPhone 11 Pro มีความทนทานต่อการตกกระทบได้ระดับหนึ่ง ตัวเครื่องเริ่มเสียหายที่ความสูง 3 เมตรและตกกระทบเป็นครั้งที่ 10 ผลทดสอบของ PhoneBuff ชี้ว่า iPhone 11 Pro กระจกหลังแตกครั้งแรกตั้งแต่การทดสอบ สิ่งที่เห็นได้จากการทดสอบของทั้งสอง YouTuber นี้คือ จุดที่เสียหายคือกระจกหน้าจอและกระจกหลังจอ […]

from:https://www.iphonemod.net/iphone-11-pro-drop-test-by-youtuber.html

ปุ่ม AssistiveTouch ใน iOS 13 ตั้งค่าตรงไหน ชมวิธี

How To Setting Assistivetouch In Ios I3 On Iphoneสำหรับผู้ที่อัปเดต iPhone เป็น iOS 13 เรียบร้อยแล้ว และอยากจะตั้งค่าปุ่ม AssistiveTouch ซึ่งใน iOS 13 ได้มีการจัดกลุ่มเมนูใหม่ รับชมวิธีได้ที่นี่เลย ใน iOS 13 ได้มีการย้ายเมนู การช่วยการเข้าถึง (Accessibility) มาเป็นเมนูหลักในส่วนการตั้งค่า และจัดกลุ่มเมนูด้านในใหม่ โดย AssistiveTouch ได้ถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในเมนูที่ชื่อว่า สัมผัส (Touch) ปุ่ม AssistiveTouch ใน iOS 13 ตั้งค่าตรงไหน ชมวิธี ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > การช่วยการเข้าถึง (Accessibility) > สัมผัส (Touch) > AssistiveTouch จากนั้นเราก็สามารถตตั้งค่าเมนูหรือการทำงานของ AssistiveTouch ได้เลย สำหรับใครที่กำลังหาเมนู AssistiveTouch ใน iOS 13 อยู่ก็สามารถทำตามวิธีดังกล่าวได้เลยนะคะ

from:https://www.iphonemod.net/how-to-setting-assistivetouch-in-ios-i3-on-iphone.html

โฆษณา

for feed news app

%d bloggers like this: