Bang & Olufsen เปิดตัว BeoSound EDGE ลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยม ดีไซน์หรูแปลกตา

RTB Technology บริษัทนำเข้าและจำหนาย Gadget ชั้นนำของไทย เปิดตัวสุดยอดลำโพงตั้งพื้น/แขวนผนังระดับพรีเมี่ยม BeoSound EDGE มาพร้อมกับดีไซน์แปลกตารูปทรงเหมือนเหรียญ ที่ใครเห็นก็ดูไม่ออกว่ามันคือลำโพง และนอกจากดีไซน์หรูหราแปลกตาแล้ว ระบบเสียงของมันยังอยู่ในระดับไฮเอนด์เลยล่ะ

BeoSound EDGE เป็นลำโพงที่ถูกออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง Michael Anastassiades โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหรียญธรรมดาๆ นี่แหละ รูปร่างของเจ้าลำโพง BeoSound EDGE จึงออกมาเป็นแบบกลมๆ แบนๆ แบบนี้

ส่วนระบบเสียงของมันก็ไม่ใช่ธรรมดาให้เสียชื่อ Bang & Olufsen แน่นอน เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดล้ำที่ B&O พัฒนาขึ้นใหม่และเอามาใช้กับลำโพงรุ่นนี้ อย่างเช่น Active Bass Port ซึ่งสามารถเพิ่มเสียงเบสได้ด้วยการเปิดพอร์ทแบบอัตโนมัติตามความดังของเพลง และสามารถปิดพอร์ทได้เองเมื่อเพลงที่เล่นอยู่ไม่มีเบสออกมามากนัก เสียงเบสจึงไม่กลบเสียงย่านกลางและสูง ทำให้ได้เสียงใสปิ๊งกังวาลตามสไตล์ของ Bang & Olufsen

ยังไม่หมดเท่านี้.. BeoSound EDGE ยังมีระบบเสียง 360 องศา ที่จะกระจายเสียงออกไปได้ในบริเวณรอบๆ โดยให้ระดับเสียงที่เท่าๆ กันทุกมุม แถมยังมี Woofer 200W 2 ตัว, Midrange 100W 2 ตัว และ Tweeter 100W อีก 2 ตัว ทำให้ลำโพงตัวนี้เหมาะกับเพลงทุกแบบทุกสไตล์ไม่ว่าจะเป็นแนวตื๊ดสำหรับสายแดนซ์ หรือจะเป็นเพลงเสียงใสๆ ฟังสบายๆ ก็ใช้ได้เช่นกัน

BeoSound EDGE วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 139,000 บาท (หนึ่งแสนสามหมื่นเก้าพันบาท) โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมและลองฟังเสียงของลำโพงระดับพรีเมี่ยมรุ่นอื่นๆ ของ Bang & Olufsen ได้ที่ Bang & Olufsen Store ทั้ง 6 สาขา ทั่วกรุงเทพ

from:https://droidsans.com/bang-olufsen-beosound-edge-thailand-launch/

Advertisements

Asus เปิดตัว ZenBook 13 / 14 / 15 โน้ตบุ๊คพกพาง่าย 3 รุ่น ราคาเริ่มต้นที่ 26,990 บาท

Asus เปิดตัวโน้ตบุ๊คเอาใจคนชอบของเล็ก ด้วยโน้ตบุ๊คขนาดพกพาง่ายที่มีมาให้เลือกถึง 3 รุ่น 3 ขนาด คือ ZenBook 13 (UX333), ZenBook 14 (UX433) และ ZenBook 15 (UX533) โดยแต่ละรุ่นก็จะมีขนาดของหน้าจอตามชื่อนั่นเอง และไม่ใช่ว่าเครื่องมีขนาดเล็กแล้วสเปคจะเล็กตามไปด้วยนะ เพราะแต่ละรุ่นก็อัดสเปคมาให้แบบที่สามารถใช้งานทั่วไปได้แบบลื่นๆ เลยล่ะ

โน้ตบุ๊คซีรีส์ ZenBook รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่น มีการดีไซน์ตัวเครื่องที่เน้นความกะทัดรัดพกพาง่ายสุดๆ ด้วยหน้าจอแบบ 4-Sided NanoEdge โดยขอบจอทั้ง 4 ด้าน บางเฉียบจนมีอัตราส่วนหน้าจอต่อพื้นที่ด้านหน้าเครื่องสูงถึง 95% ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดเล็กกว่าโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มีหน้าจอขนาดเดียวกัน

นอกจากนี้ในรุ่น ZenBook 13 / 14 ยังสามารถพิมพ์ตัวเลขได้สะดวกสบายด้วยฟีเจอร์ NumberPad เปลี่ยน TouchPad ให้กลายเป็นปุ่มตัวเลข (Numpad) ให้พิมพ์ได้ง่ายๆ ไม่ต้องคอยกดเปลี่ยนภาษา (ZenBook 15 มี Numpad อยู่แล้ว) ส่วนสเปคเต็มๆ ของ ZenBook 13 / 14 ก็มีตามนี้เลย

สเปค Asus ZenBook 13 / 14

  • หน้าจอขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด FHD (1920 x 1080) / 14 นิ้ว ความละเอียด FHD (1920 x 1080)
  • CPU : Intel® Core™ i5-8265U / Intel® Core™ i7-8565U
  • GPU : Integrated Intel® UHD Graphics 620 / GeForce MX150 2GB GDDR5
  • RAM : 8GB 2133MHz LPDDR3
  • ความจุ : 512GB PCIE NVMe 3.0 x2 SSD
  • การเชื่อมต่อ : WiFi Dual-band 802.11ac Gigabit-Class, Bluetooth 5.0
  • พอร์ทเชื่อมต่อ : USB-C 3.1, USB-A 3.1, USB 2.0, HDMI, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ Certified by Harman Kardon, Asus SonicMaster
  • แบตเตอรี่ : ใช้งานต่อเนื่อง 14 ชม. / 13 ชม.
  • ขนาด : 30.2 x 18.9 x 1.69 ซม. / 31.9 x 19.9 x 1.59 ซม.
  • น้ำหนัก : 1.19 กก.

ส่วนใครที่ต้องการความเร็วแรง แต่ยังคงมีขนาดและน้ำหนักที่บางเบาพกพาง่าย ก็ต้องหันมาหา ZenBook 15 กันเลย เพราะว่ามันเป็นโน้ตบุ๊คที่มาพร้อมกับการ์ดจอแยก GeForce GTX 1050 Max-Q เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านกราฟฟิค 3 มิติ แต่มีน้ำหนักแค่ 1.67 กิโลกรัมเท่านั้นเอง

สเปค Asus ZenBook 15

  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด FHD (1920 x 1080)
  • CPU : Intel® Core™ i5-8265U / Intel® Core™ i7-8565U
  • GPU : GeForce MX150 2GB GDDR5 / GeForce GTX 1050 Max – Q
  • RAM : 16GB 2400MHz DDR4
  • ความจุ : 512GB PCIE 3.0 x2 SSD
  • การเชื่อมต่อ : WiFi Dual-band 802.11ac Gigabit-Class, Bluetooth 5.0
  • พอร์ทเชื่อมต่อ : USB-C 3.1, USB-A 3.1, USB 2.0, HDMI, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ Certified by Harman Kardon, Asus SonicMaster
  • แบตเตอรี่ : ใช้งานต่อเนื่อง 17 ชม.
  • ขนาด : 35.4 x 22 x 1.79 ซม.
  • น้ำหนัก : 1.67 กก.

สำหรับราคาของ ZenBook 13 / 14 เริ่มต้นที่ 26,990 บาท ส่วนรุ่นใหญ่ ZenBook 15 มีราคาเริ่มต้นที่ 29,990 บาท โดย ZenBook ทั้ง 3 รุ่นเริ่มวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปตามร้านค้า IT ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของ Asus ทั่วประเทศ

from:https://droidsans.com/asus-zenbook-13-14-15-officially-launch/

OPPO เปิดตัวเทคโนโลยีกล้องสมาร์ทโฟน 10x Hybrid Optical Zoom ก่อนนำไปจัดแสดงในงาน MWC 2019

OPPO จัดงานประชุมการสื่อสารเทคโนโลยีแห่งอนาคตภายใต้หัวข้อ Ten is Seeing พร้อมแนะนำเทคโนโลยีกล้องสมาร์ทโฟน 10x Hybrid Optical Zoom ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบกล้อง 5x Optical Zoom ที่เคยเปิดตัวในงาน Mobile World Congress 2017

เทคโนโลยีกล้อง 5x Optical Zoom มีการจัดวางเลนส์โดยเลียนแบบโครงสร้างกล้องปริทรรศน์ ช่วยให้ภาพถ่ายมีความชัดเจนถึงจะถ่ายโดยการซูมภาพ แต่สำหรับโครงสร้างกล้อง 10x Hybrid Optical Zoom จะประกอบไปด้วย 3 เลนส์ คือ เลนส์หลัก Ultra-clear, เลนส์ Super Wide-angle และเลนส์ Telephoto

เทคโนโลยีกล้อง 10x Hybrid Optical Zoom ของ OPPO มีความยาวโฟกัส 15.9 – 159 มม. เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบหลายฉาก และยังมาพร้อมระบบลดภาพสั่นไหว OIS (Optical Image Stabilization) แบบคู่ สำหรับเลนส์หลัก Ultra-clear กับเลนส์ Telephoto นอกจากนี้ เทคโนโลยีกล้อง 10x Hybrid Optical Zoom ยังผ่านการทดสอบความทนทาน ด้วยการ Drop Test ถึง 28,000 ครั้ง และทำการทดสอบถึง 2 รอบ

ในปีที่ผ่านมา OPPO ได้จดสิทธิบัตรเกี่ยวกับการถ่ายภาพไว้มากถึง 3,831 ฉบับ และโมดูลกล้องของเทคโนโลยี 10x Hybrid Optical Zoom ก็ประกอบไปด้วยสิทธิบัตรที่เกิดมาจากการวิจัยและพัฒนาของ OPPO มากกว่า 100 ฉบับ

ทั้งนี้ เราจะได้เห็นประสิทธิภาพ และการสาธิตเทคโนโลยีกล้อง 10x Hybrid Optical Zoom ที่งาน Mobile World Congress 2019

ที่มา – Gizchina

from:http://www.flashfly.net/wp/239491

Sony เปิดตัว A6400 กล้อง Mirrorless ที่จับโฟกัสได้เร็วที่สุด พร้อมระบบโฟกัสดวงตาและหน้าจอหมุนได้

สำหรับสายกล้องแล้วคงจะทราบกันดีว่าประสิทธิภาพกล้องของ Sony นั้นมีคุณภาพขนาดไหน และในระหว่างที่หลายๆ คนกำลังใจจดใจจ่อรอการเปิดตัวของกล้องไฮเอนด์ตัวใหม่อย่าง A7000 ที่มีข่าวว่าจะเปิดตัว ก็มีเซอร์ไพรส์เพราะ Sony ได้เปิดตัว A6400 ซึ่งเป็นรุ่นที่ต่อยอดจาก A6300 พร้อมมีฟีเจอร์เด่นๆ และน่าสนใจหลายอย่าง

สำหรับ Sony A6400 ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ชอบถ่ายภาพนิ่งรวมถึงชอบถ่ายวีดีโอ ซึ่งก็เหมาะสำหรับ Bloger และ Vlogger

Sony A6400 มีฟีเจอร์เด่นๆ ที่น่าสนใจหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการอัพเกรดจอให้เป็นระบบสัมผัสและหมุนได้ ถึง 180 องศา (เหมือนรุ่น A5100) ทำให้สามารถใช้ถ่ายเซลฟี่ได้ง่าย แต่ในส่วนของช่องมองภาพยังเป็นอีเลคโทรนิคเหมือนกล้องตัวอื่นๆ ในตระกูล A6000

และในส่วนของการบันทึกวีดีโอ Sony A6400 สามารถบันทึกวิดีโอ ความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K 30 FPS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีการตั้งค่า SLog2, SLog3 และ HLG มาให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นครั้งแรกของกล้องแบบ APS-C ที่มีฟีเจอร์นี้มาให้

บอดี้ของกล้องก็ยังใช้วัสดุแมกนีเซียมอัลลอยด์ มีความแข็งแรงและทนทาน สามารถรองรับการกดชัตเตอร์ได้กว่า 200,000 ช็อต และมีความละเอียดเซ็นเซอร์อยู่ที่ 24 MP เหมือนรุ่นก่อน ๆ ในซีรีย์ A6000 แต่พิเศษตรงที่รุ่นนี้ใช้โปรเซสเซอร์ BIONZ X พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีการถ่ายรูปจาก Sony A9 รวมถึงการปรับ ISO จาก 32,000 เป็น ISO 102,400 และเพิ่มฟังก์ชั่น Timelapse ลงไปด้วย จึงทำให้คุณภาพของรูปที่ถ่ายออกมานั้นสวยคมชัด

Sony A6400 มีความโดดเด่นในเรื่องความเร็วในการปรับโฟกัสซึ่งทาง Sony เคลมว่ากล้องรุ่นนี้จับโฟกัสได้ไวที่สุดในโลกโดยใช้เวลาเพียง 0.02 วินาทีเท่านั้น พร้อมยังรองรับจุดโฟกัสกว่า 425 ตำแหน่ง ครอบคลุมพื้นที่ในภาพได้ถึง 84% จึงทำให้การโฟกัสแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่โดดเด่นและน่าสนใจอย่าง เทคโนโลยี Real-time Eye AF ที่สามารถจับโฟกัสที่ดวงตาของบุคคลรวมถึงสัตว์ต่างๆ และ Real-time Tracking ที่ช่วยในการโฟกัสไปยังวัตถุนั้นๆ โดยทั้งสองฟีเจอร์นี้จะทำงานร่วมกับระบบประมวลผล BIONZ X และ AI ทำให้คุณได้ภาพสวยสมจริง สำหรับความเร็วในการถ่ายภาพช็อตต่อเนื่องโดยใช้ชัตเตอร์อยู่ที่ 11fps และ 8 fps ในโหมด silent shooting หรือประมาณ ไฟล์ JPEG 116 รูป  และ ไฟล์ RAW 46 รูป

 

Sony A6400 จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้โดยจะวางจำหน่ายในอเมริกาเป็นที่แรก และสำหรับสนนราคาเปิดตัวมีดังนี้

  • บอดี้อย่างเดียว USD 900 หรือประมาณ 28,500 บาท
  • บอดี้พร้อมเลนส์ 16-50mm PZ kit USD 1,000 หรือประมาณ 32,000 บาท
  • บอดี้พร้อมเลนส์ 18-135mm USD 1.300 หรือประมาณ 41,200 บาท

ส่วนจะเข้ามาจำหน่ายในไทยเมื่อไหร่และเปิดตัวราไหนเราคงจะต้องรอฟังข่าวจากทาง  Sony  อีกที

 

ที่มา digitalcameraworld ,  theverge

from:https://droidsans.com/sony-6400-mirrorless-fastest-af-eye-focus/

แจ้งเตือน ES File Exlorer เปิดเว็บเซิร์ฟเวอร์บนแอนดรอยด์, คนร้ายเข้าควบคุมเครื่องได้

Elliot Alderson นักวิจัยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากฝรั่งเศสแจ้งเตือนช่องโหว่ของแอป ES File Explorer ที่มีผู้ดาวน์โหลดหลายร้อยล้านคน โดยเมื่อเปิดแอปขึ้นมา ในตัวแอปจะมีเว็บเซิร์ฟเวอร์รอรับคำสั่งจากภายนอก ทำให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเดียวกันสามารถยิงคำสั่งเข้ามาควบคุมเครื่องของเหยื่อได้

คำสั่งที่ตัวเว็บเซิร์ฟเวอร์รอรับ มีตั้งแต่การขอชื่อไฟล์ทั้งหมดในเครื่อง, ขอรายชื่อภาพ/วิดีโอ/เสียง/แอป, ขอรายละเอียดอุปกรณ์, สั่งรันแอป

ทาง TechCrunch ติดต่อผู้ผลิต ES File Explorer และยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ

ที่มา – TechCrunch

No Description

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/107585

ไม่เป็นมิตรต่อคลาวด์, ซีอีโอ MongoDB แสดงความไม่พอใน AWS ระบุ “ทำได้แค่เลียนแบบ API เก่า”, Red Hat ถอดแพ็กเกจออกจาก RHEL 8

หลังจาก AWS เปิดตัว Amazon DocumentDB ไปเมื่อสัปดาดห์ก่อน โดยสร้างระบบฐานข้อมูลใหม่ที่มี API ตรงกับ MongoDB 3.6 ทาง Dev Ittycheria ซีอีโอของ MongoDB ก็ให้สัมภาษณ์กับทาง TechCrunch แสดงความไม่พอใจต่อการเปิดตัวครั้งนี้

Ittycheria ระบุว่า DocumentDB มาอาศัยความนิยมของ MongoDB เพื่อทำรายได้ และสิ่งที่ออกมาก็เป็นเพียง “การเลียนแบบที่น่าเศร้า” (poor imitation) และ API ของ MongoDB 3.6 ก็เก่าถึงสองปีแล้วทำให้ขาดฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยเฉพาะ ACID, global cluster, และการซิงก์จากอุปกรณ์เคลื่อนที่

MongoDB มีท่าทีไม่เป็นมิตรต่อผู้ให้บริการคลาวด์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเปลี่ยนไลเซนส์จาก AGPLv3 มาเป็น SSPL ที่บังคับว่าผู้ที่นำโค้ดไปดัดแปลงเพื่อ “ให้บริการต่อสาธารณะ” ต้องเปิดโค้ดนั้นออกมาต่อสาธารณะด้วย

แนวทางเช่นนี้ทำให้ทาง Red Hat ตัดสินใจตัด MongoDB ออกจากแพ็กเกจมาตรฐานของ RHEL 8

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/107584

ส่องตลาดสั่งอาหาร Delivery ใครกันแน่ ที่กำลังครองตลาดอยู่

ถึงแม้มูลค่าตลาดขนส่งอาหารแบบ Delivery จะมีมูลค่าสูงถึง 26,000 ล้านบาท โดยเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 7-8% แต่ยังไม่ได้เป็นที่พูดถึงในวงกว้างนัก เนื่องจากแบรนด์ที่เข้ามาเป็นเจ้าตลาด คือบริษัทใหญ่ ทำให้มีคู่แข่งน้อย

โดยระบบการทำงานที่จะส่งถึงมือลูกค้า แต่ละแบรนด์ก็จะมีความโดดเด่นต่างกัน แต่แบรนด์ไหนมีจำนวนร้านค้าในระบบเยอะ ก็จะได้เปรียบมาก เพราะต้องใช้งบที่สูงในการประสานตรงนี้

แต่ความต้องการสั่งอาหาร Delivery ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มูลค่าตลาดก็สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วตอนนี้แบรนด์ไหนคือเจ้าตลาดอยู่กันแน่ ที่จะได้รับเงินมหาศาลตรงนี้ไปครอบครอง

LINE MAN

จากยอดผู้ใช้งานมากกว่า 1 ล้านรายต่อเดือน และมียอดการสั่งซื้อเติบโตกว่า 489% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้ LINE MAN เป็นแอพพลิเคชั่น สั่งอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงนี้

จะบอกว่าเป็นเจ้าตลาดเลยก็ว่าได้ ซึ่งยอดผู้สั่งที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งถูกปรับเปลี่ยนมาจากยอดผู้ใช้งานจากฟีเจอร์อื่นๆ เช่น บริการเมสเซนเจอร์, บริการเรียกแท็กซี่

ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทุกความเร่งรีบและกิจกรรมเร่งด่วน ด้วยสถานการณ์รถติดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพได้กลายเป็นข้อดี ที่มีบริการรับส่งมาตอบโจทย์ และไม่น่าแปลกใจหากใครอยากจะสั่งอาหารกับร้านโปรด กดเลือกที่จะกดใช้บริการ LINE MAN

แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อติติง เนื่องจากช่วงที่ LINE MAN เข้ามาตลาดส่งอาหาร Dalivery ไม่ได้มีเจ้าตลาดที่แข็งแรง ทำให้มีอำนาจในการต่อรองราคาสูง จนสามารถชาร์จค่าส่งแพงๆ ได้

กลายเป็นที่มาที่ทำให้แพลตฟอร์มข้อต่อไปเข้ามาตีตลาดได้แบบเงียบๆ

 

Grab Food

Grab Food คือบริการส่งอาหารแบบ Delivery ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ยังไม่ได้แพร่หลายมากนัก เพราะคนส่วนใหญ่เรียก Grab สำหรับการเดินทาง

ทำให้ช่วงแรก Grab ใช้วิธีคิดค่าส่งฟรี ซึ่งร้านค้าที่ค้นหาเจอจะอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่คุณอยู่ ซึ่งต่างจาก LINE Man ที่สั่งได้ทุกร้านที่อยากจะกิน

ถึงแม้จะเสียเปรียบไปบ้าง แต่คำว่า “ส่งฟรี” ก็ทำให้ได้ลูกค้ารายใหม่ไปไม่ใช่น้อย ซึ่งปัจจุบันมียอดเติบโตถึง 440% และเมื่อมีลูกค้าติดใช้บริการแล้วจึงเพิ่มค่าส่งเป็นเสีย 10 บาทต่อครั้ง

แต่ก็มีโปรส่งฟรีและลดราคามาอีกเรื่อยๆ ถึงแม้จะไม่ได้หวือหวาเหมือนแอพสั่งอาหารอื่นๆ แต่ก็มีผู้เข้ามาใช้และบอกต่อเป็นจำนวนมาก เหมือนคลื่นใต้น้ำที่จะเข้ามาชิงอันดับกับ LINE Man

 

Skootar

หลายคนคงรู้จักกันดีกับแอพที่ให้บริการขนส่งเอกสารต่างๆ และเมื่อมีผู้ใช้ติดเป็นจำนวนมากจึงแตกไลน์ไปเป็นการขนส่งอื่นๆ เพิ่ม

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือส่งอาหาร แต่ถึงแม้จะเป็นตัวใหม่ที่เข้ามาเล่น แต่ยังไม่ได้รับกระแสเท่าที่ควร เนื่องจากพาร์ทเนอร์ร้านค้าที่อยู่ในมือยังไม่พอสำหรับมาแย่งส่วนแบ่งได้อย่าง Grab Food

 

Foodpanda

แพลตฟอร์มที่อยู่คู่มากับการขนส่งอาหาร Delivey มาอย่างยาวนาน เรียกว่าฐานแน่น ลูกค้าใช้บริการอย่างสม่ำเสมอทำให้มีคำสั่ง ซื้อราว 2 ล้านคำสั่งต่อเดือน

แต่ถึงจะอยู่มานาน แต่การเพิ่มฐานลูกค้ายังไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากโปรล่อใจลูกค้าใหม่ยังไม่เตะตาเท่าไหร่ ผู้บริการที่ใช้อยู่จึงเป็นผู้ใช้บริการประจำนั่นเอง

พอจะมองภาพออกแล้วใช่มั้ยคะ ว่าใครคือเจ้าตลาดและใครคือคู่แข่งแบบคลื่นใต้น้ำที่ไม่หวือหวาแต่กวาดเรียบ

และไม่ว่าจะแข่งขันกันสูงแค่ไหนข้อดีก็ตกมาที่ผู้ใช้งานอยู่ดี เพราะแบรนด์ทั้งหลายก็แข่งกันมีโปรเด็ดมาดึงดูดลูกค้า

และยิ่งแข่งขันสูง การยิ่งเกิดสินค้าใหม่ๆ หรือฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้การบริการเข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น ยังไงแล้วก็อย่าลืมไปลองสั่งกันนะคะ รับรองว่าจะเพิ่มความฟินให้กับอาหารแต่ละมือของทุกคนได้อย่างแน่นอน

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/food-delivery-service/

Advertisements

for feed news app

%d bloggers like this: