NBC เตรียมนำ The Office ซีรีส์ซิทคอมคืนจาก Netflix ไปลงสตรีมมิ่งของตัวเอง

The Office คือซีรีส์ซิทคอมที่ได้รับความนิยม เป็นซีรีส์ในดวงใจใครหลายคน ซึ่งตอนนี้มีฉายอยู่ใน Netflix (แต่ในไทยไม่มีฉาย) ล่าสุด NBC ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิซีรีส์ The Office ประกาศจะนำซีรีส์คืนจาก Netflix หลังซีรีส์กำลังจะหมดอายุใน Netflix ในปี 2021 โดย The Office ทั้ง 9 ซีซั่นจะไปอยู่ในบริการสตรีมมิ่งใหม่ของ NBC ที่กำลังจะเปิดตัว

บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Jumpshot เผยว่า The Office เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่มีคนดูบน Netflix มากที่สุดในปี 2018 และยังได้รีวิวบน Rotten Tomatoes สูงมากถึง 89% ด้านสตรีมมิ่งใหม่ของ NBC นั้นเป็นบริการแบบมีโฆษณาและยังไม่มีชื่อ แต่คาดว่าจะเปิดตัวช่วงไตรมาสแรกปี 2020

No Description

Bonnie Hammer ประธาน NBCUniversal Direct-to-Consumer แทบรอไม่ไหวที่จะต้อนรับแก๊งค์จาก Dunder Mifflin (ชื่อบริษัทในซีรีส์) มายังบริการสตรีมมิ่งใหม่ของ NBCUniversal

CNBC รายงานจากแหล่งข่าวบอกว่า Netflix ก็พยายามจะยื่นข้อเสนอยื้อเวลา The Office อยู่เหมือนกัน แต่ไม่เป็นผล ซึ่งที่ผ่านมา Netflix จ่ายค่าลิขสิทธิ์เรื่องนี้สูงถึง 90 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว

เรียกได้ว่า Netflix ก็เริ่มเจอความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ดิสนีย์กำลังจะเปิดสตรีมมิ่ง NBC, AT&T เคเบิลรายใหญ่ก็กำลังจะมีสตรีมมิ่งของตัวเอง และไหนจะยังต้องจ่ายลิขสิทธิ์ราคาแพงให้ซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอยู่บน Netflix นานๆ อย่างกรณี Friends เป็นต้น

ที่มา – CNBC

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110562

โฆษณา

AWS ออกฟีเจอร์ VPC Traffic Mirroring

AWS ได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้แก่ Virtual Private Cloud (VPCs) ให้สามารถทำการ capture ทราฟฟิคได้ด้วยฟีเจอร์ชื่อว่า VPC Traffic Mirroring

Credit: AWS

ประโยชน์ของความสามารถใหม่มีดังนี้

  • Detect Network & Security Anomalies – ผู้ใช้งานจะสามารถได้รับข้อมูลทราฟฟิคภายใน VPC และส่งต่อเข้าไปยังเครื่องมือตรวจจับได้ตามสะดวกเพื่อยกระดับการ ตรวจจับและตอบสนองการโจมตีได้รวดเร็วมากขึ้น
  • Gain Operational Insights – เสริมสร้าง Visibility ของเครือข่ายทำให้ช่วยประกอบการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
  • Implement Compliance & Security Controls – ช่วยเรื่องของการตอบโจทย์ข้อกำหนดของ Compliance และ Regulatory ที่ต้องสามารถ Monitor และเก็บ Log หรืออื่นๆ
  • Troubleshoot – ผู้ใช้งานสามารถ Mirror ทราฟฟิคของแอปพลิเคชันได้จากภายในเพื่อทดสอบหรือแก้ปัญหา เช่น วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานที่กระทบกับแอปพลิเคชัน เป็นต้น

ตัวแปรสำหรับการตั้งค่า VPC Traffic Mirroring มีดังนี้

  • Mirror Source – Network Resource ที่อยู่ใน VPC ที่สนใจซึ่งสามารถใช้ Elastics Network Interface (ENI) ในตัวแปรนี้ก็ได้ 
  • Mirror Target – สามารถเลือกปลายทางด้วย ENI หรือ NLB เป็นปลายทางของการทำ Mirror ซึ่งอาจอยู่ในบัญชี AWS เดียวกันหรือต่างบัญชีก็ได้
  • Mirror Filter – สามารถคัดกรองเอาเฉพาะข้อมูลที่สนใจ เช่น ทราฟฟิคขาเข้าหรือออก (inbound, outbound) โปรโตคอล ช่วงของพอร์ต หรือ CIDR เป็นต้น
  • Traffic Mirror Session – นับการเชื่อมต่อของ 1 ต้นทางสู่ 1 ปลายทางเป็น 1 เซสชัน  

นอกจากนี้สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมคือ 1 ENI มีได้แค่ 3 เซสชันเท่านั้นและฟีเจอร์นี้จะกระทบต่อแบนวิดต์ซึ่งหากเกิด Congestion นโยบายคือจะไม่ทำฟีเจอร์นี้ โดยฟีเจอร์ VPC Traffic Mirroring พร้อมให้บริการแล้วกับ A1, C5, C5d, M5, M5a, M5d, R5, R5a, R5d, T3 และ z1d ในทุก Region ยกเว้นแค่ Asia Pacific (Sydney), China (Beijing) และ China (Ningxia)

ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Virtual Private Cloud หรือดูราคาการใช้งานได้ที่นี่

ที่มา :  https://aws.amazon.com/blogs/aws/new-vpc-traffic-mirroring/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-releases-vpc-traffic-mirroring-feature/

Wiko Sunny4 Plus เปิดโลกความสนุกจอกว้างคมชัด ในราคาสุดคุ้มค่า

 

วีโก (Wiko) แบรนด์สมาร์ทโฟนจากฝรั่งเศส ตอกย้ำคอนเซ็ปต์สมาร์ทช้อยส์แนะนำ  Wiko Sunny4 Plus (วีโก ซันนี่ 4 พลัส) สมาร์ทโฟนแห่งความบันเทิง มาพร้อม จอกว้าง ขนาด 5.45 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอแสดงผลคมชัดระดับ HD+

 

Wiko Sunny4 Plus

เก็บทุกภาพความประทับใจด้วยกล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล พร้อมระบบออโต้โฟกัส กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลชภายในยังมีโหมดถ่ายภาพมากมาย เช่น HDR, Face beauty, Live filters, Panorama

รองรับการแสตนด์บายบนระบบ 3G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมดูหนังหรือฟังเพลงได้เต็มอิ่ม  แบตเตอรี่ 2,500mAh

สะดวก รวดเร็ว ด้วยฟังก์ชั่นปลดล็อกด้วยใบไหน้า ( Face Unlock) มาพร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ใหม่ล่าสุด Android™ 9 Pie (Go Edition) และ ROM 16 GB, RAM 1GB รองรับ Micro SD สูงสุด 32 GB และ USB OTG ดีไซน์สวย เกินราคา

Wiko Sunny4 Plus  มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงินดาร์กบลู (Gardient darkblue) สีเขียวบลีน (Gradient bleen)  สีทอง (Gold) ในราคาคุ้มค่า 2,090 บาท หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call centerโทร 0-2020-3600 หรือ www.wikomobile.co.th และ www.facebook.com/WikoThailand

 

from:http://mobileocta.com/wiko-sunny4-plus/

แก้ไขฟังก์ชั่น Start Menu Search บน Windows 10 หยุดทำงาน

หลายคนที่คุ้นเคยกับ Windows ในยุคแรกๆ ที่มี Start Menu ที่ดูแสนจะเป็นกันเอง แถมมีช่อง Search มาให้ เรียกว่าใช้กันจนชินไม่ทันไร ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็น Tile จำนวนมากมาย ที่ปรากฏขึ้นเป็นแถบ ทำเอาหลายคนถึงกับเหวอไปไม่เป็น แม้ว่าในเวอร์ชั่นปัจจุบัน Start Menu จะกลับมาให้ใช้งานกันเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือ ปุ่ม Search ที่ใช้สำหรับค้นหาทุกสิ่งด้วย Cortana ซึ่งหากคุณคิดว่าชีวิตของคุณคือการค้นหา การเรียกฟังก์ชั่น Start Menu Search นี้กลับมาก็สามารถทำได้ไม่ยาก

1.ใช้ระบบ System File Checker
เรียกว่าเป็นวิธีการเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดเวลาในการแก้ไข Start Menu Search ที่หายไป ด้วยการเปิดใช้ Command Prompt (คลิกขวาที่ Command Prompt แล้วเลือก Run as administrator) จากนั้นพิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ sfc /scannow

ระบบจะสแกนไฟล์ระบบที่เกิดความผิดพลาดทั้งหลายและ และแก้ไขในเบื้องต้นแบบอัตโนมัติ ซึ่งมีผลทำให้ Start Memu Search กลับมาทำงานตามปกติ รวมถึงบรรดา Error อื่นๆ ก็จะได้รับการตรวจสอบและปรับแก้ไปในตัว
2.ปิดการทำงาน/รีสตาร์ทบรรดาแอนตี้ไวรัสอื่นๆ และเปิดการทำงาน Firewall

แจ้งไว้ก่อนว่า ตรงนี้ไม่ได้จะบอกให้ปิดหรือลบการทำงานของบรรดาแอนตี้ไวรัสที่คุณใช้งานอยู่ไปอย่างถาวรบนคอมของคุณ แต่เป็นเพียงข้อเสนอแนะจากหลายๆ แห่ง ที่โปรแกรมเหล่านี้อาจทำให้ Windows Search ทำงานผิดเพี้ยนไปได้บ้าง และไม่ได้จำเพาะเจาะจงไปที่ค่ายใด สำหรับคนที่ใช้แอนตี้ไวรัสต่างๆ นอกเหนือจากระบบ Security ของ Windows อาจลองปิดหรือรีสตาร์ทการทำงานของซอฟต์แวร์เหล่านี้ดูในเบื้องต้น หรือบางครั้งมีคำแนะนำเกี่ยวกับการปิด Shield ของซอฟต์แวร์ชั่วคราว เพื่อเช็คว่า Start Menu Search กลับมาใช้งานเหมือนเดิมหรือไม่

แต่ก็มีในบางกรณีที่การเปิด Windows Firewall ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ แต่ก็อาจมีผลต่อ Search และ Indexing จากการตั้งค่าความปลอดภัยของคุณเอง ดังนั้นอาจตรวจเช็คด้วยการเปิดหรือปิด เพื่อดูปฏิกิริยาของระบบที่จะเกิดขึ้น

 

3.ย้ายหรือสร้างใหม่ Swapfile.sys
ทั้ง Pagefile และ Swapfile เรียกว่าเป็นฟังก์ชั่นที่มีหน้าที่และการเชื่อมโยงที่สำคัญของ Windows 10 เพื่อเป็นการลดภาระของ RAM ด้วยการจัดสรรพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ของคุณให้เป็นพื้นที่ Swap file แต่สำหรับแอพใหม่ๆ บนวินโดวส์มีมากขึ้น ก็เลยต้องมีการปรับเปลี่ยนปรุงให้เหมาะสม โดยที่แอพ Cortana นั้น จัดว่าเป็น Modern app บน Windows คุณอาจลองใช้ Swapfile ใหม่ Start Menu Search ก็อาจกลับมาทำงานอีกครั้ง เพราะการสร้าง Pagefile ขึ้นมาใหม่ ก็มีส่วนในการแก้ไขได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ปิดการทำงานของ pagefile ทันที แต่สามารถย้ายไปไดรฟ์อื่น เพื่อให้การรีสตาร์ททำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถ้าต้องการใช้งานบนไดรฟ์ลูกเดิม ก็สามารถใช้การรีบูตระบบ แล้วเปิดใช้งานใหม่อีกครั้ง แต่ถ้าระบบ Start Menu Search ยังไม่ทำงาน ก็คงต้องแก้ไขด้วยวิธีต่อไป

 

4.ลงทะเบียน Cortana ใหม่
ในเมื่อเราก็ทราบดีแล้วว่า Cortana อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ Start Menu Search ไม่ทำงาน หากกระบวนการรีสตาร์ทก็ยังไม่เวิร์ก คุณอาจลองลงทะเบียนแอพ Cortana ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

โดยเริ่มต้นจาก เปิด Windows File Explorer และไปตามตำแหน่งต่อไปนี้
C:Windows\System32\WindowsPowerShell\v1.0
คลิกขวาที่ “powershell.exe,” และคลิก “Run as administrator.”
หลังจากนั้นให้เปิด PowerShell จากนั้นก็อปปี้โค้ตด้านล่างนี้ไปใส่ไว้ และให้ระบบทำงานต่อไป
Get-AppXPackage -AllUsers | Foreach {Add-AppxPackage -DisableDevelopmentMode -Register “$($_.InstallLocation)\AppXManifest.xml”}

และเมื่อคำสั่งทำงานเสร็จแล้ว ให้ปิด PowerShell จากนั้นรีสตาร์ทระบบใหม่ ซึ่งถ้าไม่ได้มีอะไรที่ผิดพลาด Start Menu Search ควรจะกลับมาอยู่ที่เดิม

 

5.Run Windows Troubleshooter
โซลูชั่นในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ใน Windows อาจช่วยคุณได้ แม้จะห่างไกลจากการเรียกว่า 100% แต่ก็เป็นอะไรที่รวดเร็วและทำได้ทันที

  • เบื้องต้นให้ไปที่ Control Panel (Ckick Start แล้วเลื่อนลงมาที่โฟลเดอร์ Windows System และจะเจอมันตรงนั้น)
  • เปลี่ยนมุมมองเป็น “Large icons” หรือ “Small icons” จากนั้นคลิกที่ “Troubleshooting -> System and Security -> Search and Indexing”

  • คลิก Next ใน troubleshooter จากนั้นคลิกใส่เครื่องหมาย เพื่อเลือกใช้งาน “Files don’t appear in search results” หากการทำงานของ Windows Search ทำงานค่อนข้างช้า คุณควรใส่เครื่องหมายอีก 3 กล่องด้านล่างที่เหลือ
  • สุดท้าย คลิก Next เพื่อทำการค้นหา ระบบจะทำการแก้ไขแบบอัตโนมัติกับข้อผิดพลาดในทุกกรณี

 

6.ให้ลองรีสตาร์ท Windows Explorer ใหม่
แม้ว่าการรีสตาร์ทระบบใหม่ อาจเป็นแนวทางแก้ปัญหาทั้งหมด แต่ก็คงไม่ใช่กับทุกครั้ง ซึ่งทางออกในการแก้ไข ยังมีมากกว่าการรีบูตใหม่ เช่น การรีสตาร์ทเฉพาะ Windows Explorer ก็อาจมีส่วนช่วยแก้ไขเรื่องนี้ได้

วิธีการคือ กด Ctrl + Shift + Esc เพื่อเข้าไปยัง Task Manager จากนั้นคลิก More Detail ที่ปุ่มมุมล่างซ้ายของหน้าต่าง แล้วเลือกไปที่ Windows Explorer คลิกขวา แล้วเลือก Restart จากนั้นรอสักครู่ เช็คดูอีกทีว่า Start Menu Search กลับมาเหมือนเกิมหรือไม่

 

7.เช็คที่ Windows Search Service
นอกจากนี้โอกาสที่ Start Menu Search ของคุณไม่ทำงาน ก็อาจเกิดขึ้นจาก Windows Search service หยุดทำงาน โดยที่ Windows Search service นั้นจะทำงานอัตโนมัติเมื่อระบบคุณเริ่มการทำงาน

ซึ่งคุณสามารถเช็ค Service ดังกล่าวนี้ได้ว่า ทำงานหรือไม่ ด้วยการกดปุ่ม Win+R แล้วพิมพ์ services.msc จากนั้นเลื่อนลงมาค้นหา หากมันกำลังทำงาน ในช่องสถานะ Status จะปรากฏขึ้นว่า Running แต่ถ้าไม่ในช่อง Startup type จะขึ้นว่าเป็นแบบ Manually

ให้คลิกขวา “Windows Search” และคลิก “Properties.”

ในหน้าต่าง Properties ของ Windows ของปุ่ม Start ในส่วนของ Service จะเริ่มทำงาน แต่ก็ต้องให้แน่ใจว่า Startup type ถูกตั้งไว้เป็น “Automatic” หรือ “Automatic (Delayed Start).” สิ่งนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่า Service จะเริ่มทำงานอัตโนมัติทุกครั้งเมื่อเริ่มต้นระบบ และเมื่อเสร็จสิ้นการเปลี่ยนแปลงแล้ว ให้คลิก Ok

ซึ่งเมื่อ Service เริ่มต้นทำงาน ก็จะเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในหน้าต่าง Service ของคุณ และนั่นก็หมายความว่า การแก้ไขบรรลุผลสำเร็จแล้ว และพร้อมในการใช้งาน

 

8.รีสตาร์ท process ของ Cortana ใหม่อีกครั้ง
ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า การที่ Cortana ไม่ตอบสนอง เพราะเกิดขึ้นได้จาก Start Menu Search ทำงานผิดปกติ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น การเลือก Restart Cortana ก็อาจเป็นการแก้ไขปัญหาได้เช่นกัน

ขั้นแรกให้ไปที่ Task manager หากมันถูกเปิดอยู่ ให้ค้นหา Cortana process ในส่วนของปท็ป Process แล้วคลิกที่ปุ่ม End task

ในข้างต้นระบบจะให้ Cortana ทำงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา Start Menu Search ได้เช่นกัน

ที่มา: Windows Start Menu Search Not Working

from:https://notebookspec.com/start-menu-search-not-working-windows/486107/

พบมัลแวร์ทำลายล้างอุปกรณ์ IoT ใหม่ ‘Silex’ คาดฝีมือแฮ็กเกอร์วัย 14 ปี

Larry Cashdollar นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Akamai ได้รายงานพบมัลแวร์ประเภททำลายล้างตัวใหม่ โดยให้ชื่อว่า ‘Silex’ ที่ได้เข้าไปลบพื้นที่บนอุปกรณ์ IoT หรือปฏิบัติการอื่นที่ทำให้อุปกรณ์ไม่สามารถใช้การได้ โดยหลังจากมัลแวร์ปฏิบัติการได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงมีอุปกรณ์ถูกโจมตีแล้วกว่า 2,000 ชิ้น

Credit: ShutterStock.com

Silex ได้อาศัยใช้ Default Credentials เพื่อล็อกอินเข้าไปทำลายล้างอุปกรณ์ โดยฟีเจอร์ที่พบมีดังนี้

  • เขียนค่าสุ่มจาก /dev/random ไปยังพื้นที่ Mount Storage ที่ค้นพบ
  • ลบการตั้งค่าของเครือข่าย เช่น rm -rf /
  • Flush ค่าใน iptable และเพิ่ม Rule เพื่อตัดทุกการเชื่อมต่อทิ้งจากนั้นก็ทำให้อุปกรณ์หยุดทำงาน

นักวิจัยกล่าวว่า “มัลแวร์จ้องเล่นงานระบบที่คล้าย Unix โดยใช้ Default Credentials” นอกจากนี้ยังเสริมว่า “IP Address ที่เข้ามาโจมตี Honeypot นั้นมาจาก VPS ที่ตั้งในอิหร่านจาก novinvps.com” ทั้งนี้ปัจจุบัน IP ดังกล่าวถูกเพิ่มเข้าไปในบัญชีดำแล้ว นอกจากนี้สำหรับเหยื่อที่ถูกโจมตีจำเป็นต้องเข้าไปลง Firmware ใหม่เองซึ่งยุ่งยากหากไม่มีความรู้พื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม Zdnet กล่าวว่าได้ติดต่อแฮ็กเกอร์ได้ผ่านทางนักวิจัยจาก NewSky ที่ชื่อ Ankit Anubhav ซึ่งอ้างว่าแฮ็กเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์โจมตีครั้งนี้มีอายุเพียงแค่ 14 ปีและใช้ชื่อนามสมมติว่า ‘Light Leafon’ โดยให้แฮ็กเกอร์ยืนยันตัวจากการส่งข้อความบางอย่างบนเซิร์ฟเวอร์ควบคุมมัลแวร์ นอกจากนี้แฮ็กเกอร์คุยว่าตนจะอัปเกรดให้มัลแวร์เก่งขึ้นด้วยการใช้ช่องโหว่หรือเพิ่มให้โจมตีทาง SSH ได้ ทั้งนี้ยังได้บอกว่าจะพัฒนา Silex ตามรอย BrickerBot ซึ่งเคยแสดงฝีมือทำลายล้างอุปกรณ์ IoT ทั่วโลกจำนวนหลายล้านชิ้นมาแล้วเมื่อปี 2017 ดังนั้นเบื้องต้นเลยสำหรับเจ้าของหรือผู้ติดตั้งโซลูชัน IoT กรุณาเปลี่ยนรหัสผ่านและอัปเดตแพตช์กันด้วยนะครับ

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/new-silex-malware-is-bricking-iot-devices-has-scary-plans/

from:https://www.techtalkthai.com/found-new-destructive-iot-malware-silex/

พบมัลแวร์แอนดรอยด์ตัวใหม่ที่แฮ็กระบบ 2FA ด้วยการขโมยรหัสได้

นักวิจัยชื่อ Lukas Stefanko จากบริษัทด้านความปลอดภัยจากสโลวักชื่อดังอย่าง ESET ได้ค้นพบมัลแวร์แอนดรอยด์ในแอพตัวใหม่ๆ ที่สามารถข้ามระบบยืนยันตัวตนแบบสองตัวแปรหรือ 2FA ที่ใช้ SMS โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเข้าถึงการใช้ SMS ก่อนได้

แอพกลุ่มที่เป็นอันตรายเหล่านี้มีให้โหลดนำไปใช้งานจากแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถืออย่าง Google Play Storeด้วย ซึ่งแอพที่ติดเชื้อจะสามารถขโมยรหัสผ่านชั่วคราวหรือ OTP ที่ส่งเข้ามาผ่านทั้ง SMS และอีเมล์ได้โดยไม่ต้องอาศัยสิทธิ์หรือการอนุญาตการเข้าถึงใดๆ

เมื่อรหัสผ่านจากการแจ้งเตือนที่ส่งมายังเครื่องเป้าหมายถูกจารกรรมข้อมูลไปแล้ว การแจ้งเตือนดังกล่าวก็จะถูกซ่อนไปทันที ทำให้ผู้ใช้ไม่ทันสังเกตความผิดปกติใดๆ นั่นคือ แอพที่อันตรายบางตัวสามารถอ่านการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์เพื่อขโมยรหัสผ่าน 2FA โดยไม่ต้องแฮ็ก SMS หรืออีเมล์เพิ่มเติมนั่นเอง

Stefanko ระบุไว้บนบล็อกที่ตัวเองโพสต์ว่า จากเทคนิคข้างต้น ทำให้สามารถดูดรหัส OTP ได้จากระบบ 2FA ที่ใช้อีเมล์บางชนิดได้ แอพกลุ่มนี้ถูกออกแบบมาให้เจาะระบบตลาดแลกเปลี่ยนเงินคริปโตของตุรกีที่ชื่อ BtcTurk โดยเฉพาะ

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/new-android-malware-bypass-2fa-steal-one-time-passwords/

ชำแหละ!! Asus Zenfone 6 สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกล้องหมุนได้ เผยให้เห็นชิ้นส่วนภายในทั้งหมด พร้อมทดสอบความทนทาน (ชมคลิป!!)

Zack Nelson เจ้าของช่อง JerryRigEverything ใน YouTube ได้รับสมาร์ทโฟน Asus Zenfone 6 มาอยู่ในมือแล้ว และสิ่งแรกที่เขาทำก็คือ การทดสอบด้านความทนทานตามมาตรฐานเดียวกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ที่เคยทดสอบไปก่อนหน้านี้

Asus Zenfone 6 ได้รับการประกอบมาเป็นอย่างดี และมีความทนทานพอสมควร โดยเฉพาะระบบกล้องหมุนได้ ก็มีความแข็งแรง ไม่ง่ายเลยที่จะหักด้วยมือเปล่า ขณะที่จอแสดงผลก็สามารถต้านทานรอยขีดข่วนได้ในระดับ 6 ตามค่าความแข็งของโมห์สเกล ระดับเดียวกับที่สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่น และเมื่อถูกลนด้วยไฟแช็คนานประมาณ 8 วินาที จนเกิดรอยไหม้ ก็สามารถลบรอยไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของจอแสดงผล LCD

Zack Nelson ได้แสดงให้เห็นว่า ระบบกล้องหมุนได้ของ Asus Zenfone 6 มีกลไกป้องกันตัวเอง โดยจะพับกล้องทันทีเมื่อสมาร์ทโฟนกำลังหล่นออกจากมือ

หลังจากถูกทดสอบความทนทาน Zack Nelson ก็จัดการชำแหละ Asus Zenfone 6 ให้ชมกันต่อ ทำให้เราได้เห็นส่วนประกอบภายในทั้งหมด โดยเฉพาะกลไกของระบบกล้องหมุนได้ ที่ประกอบไปด้วยบานพับแบบฟันเฟืองเชื่อมต่อกับมอเตอร์ และสายเคเบิล 2 เส้น ที่ไม่ควรดึงออกจากโมดูลกล้อง

from:https://www.flashfly.net/wp/257221

โฆษณา

for feed news app

%d bloggers like this: