3 ประเด็นสำคัญด้าน Cloud Security ที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องใส่ใจ โดย Radware

ในปี 2019 ที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นเหตุการณ์ด้าน Cybersecurity ที่เกี่ยวข้องกับระบบ Cloud มากมาย ทาง Radware เองก็ได้ออกมาสรุปถึง 3 ประเด็นหลักที่เหล่าธุรกิจองค์กรควรให้ความสำคัญเพื่อปกป้องระบบ Cloud ที่ตนเองใช้งานอยู่ดังนี้

1. ปกป้อง Credential ในการเข้าถึงบริการ Cloud ของพนักงานให้ดี

จากเหตุการณ์เมื่อปี 2018 ที่มีธุรกิจแห่งหนึ่งได้ทำการจัดเก็บข้อมูลภาพของ Social Media Application ของผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านรายเป็นข้อมูลขนาดใหญ่กว่า 1PB ที่รั่วไหลออกมานั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้โจมตีได้ทำการโจมตีแบบ Spear-Phishing เจาะจงผู้ใช้งานรายหนึ่ง เพื่อใช้เป็นก้าวแรกในการเข้าถึงบริการ Cloud ที่ธุรกิจแห่งนั้นใช้งาน สร้าง API Access Key สำหรับเข้าถึงสิทธิ์การจัดการระบบ และลักลอบขโมยข้อมูลที่อยู่บนบริการ Cloud ออกมาภายนอกระบบเครือข่ายของธุรกิจแห่งนั้นได้

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าบริการ Cloud จะออกแบบมาปลอดภัยเพียงใด แต่หากผู้ใช้งานเพียงรายเดียวนั้นตกเป็นเหยื่อของการโจมตีและเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถทำการโจมตีต่อเนื่องภายในระบบจนเข้าถึงข้อมูลภายใน Cloud ผ่านช่องทางการจัดการภายในได้ ความเสียหายก็อาจขยายเป็นวงกว้างได้ ดังนั้นการปกป้อง Cloud Account Credential ของผู้ใช้งานทุกคนให้ปลอดภัยนั้นจึงถือเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรหัสผ่านให้มั่นคงปลอดภัย, การใช้ Two-Factor Authentication หรือการปกป้องเครื่อง Endpoint ของผู้ใช้งานที่ใช้เชื่อมต่อเข้าถึงบริการ Cloud นั้นๆ ให้มั่นคงปลอดภัยก็ตาม

อีกแนวทางหนึ่งที่ Radware แนะนำนั้นก็คือการหาระบบสำหรับตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัยภายใน เช่น การตรวจสอบพฤติกรรมการ Scan เครือข่ายจากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้งานคนนั้นถูกโจมตีสำเร็จและเริ่มทำการโจมตีต่อเนื่องแล้ว และให้ระบบทำการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัตเพื่อให้ผู้ดูแลระบบทุกด้านที่เกี่ยวข้องดำเนินการโต้ตอบ หรือสร้างระบบที่สามารถโต้ตอบต่อกรณีเหล่านี้โดยอัตโนมัติเข้ามาช่วยปกป้องระบบให้มั่นคงปลอดภัย

2. กำหนด Permission ของผู้ใช้งานแต่ละคนให้เหมาะสม จำกัดการใช้งานเฉพาะบริการและข้อมูลที่ตนเองเกี่ยวข้อง

จากเหตุการณ์เดียวกันกับข้อ 1 นี้ อีกประเด็นที่น่าสนใจนั้นก็คือการกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้งานให้เหมาะสมต่อการทำงานของตนเอง เพราะการที่ผู้ใช้งานคนหนึ่งๆ นั้นมีสิทธิ์การเข้าถึงระบบหรือข้อมูลที่มากเกินจำเป็นนั้น ย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่ความเสียหายจะขยายเป็นวงกว้างหากผู้ใช้งานคนนั้นๆ ถูกโจมตีสำเร็จจะเกิดขึ้นตามมาด้วย ไม่เพียงแต่กรณีนี้เท่านั้น แต่ในหลายๆ กรณีเองผู้ใช้งานระบบ Cloud เองก็อาจถึงขั้นละเลยการกำหนดสิทธิ์และเปิดให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากสาธารณะโดยง่าย

Radware แนะนำว่าในการใช้งานระบบ Cloud ให้ทำการสันนิษฐานได้เลยว่าไม่ว่าจะออกแบบระบบมาดีแค่ไหน ระบบก็มีความเสี่ยงที่จะถูกเจาะโจมตีด้วยแนวทางที่หลากหลายจนสำเร็จได้อยู่ดี ดังนั้นการปกป้องระบบให้มั่นคงปลอดภัยจึงเป็นเพียงแค่การชะลอการเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงเหล่านี้ลงเท่านั้น และธุรกิจองค์กรจะต้องออกแบบแนวทางการตอบรับต่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เอาไว้ให้พร้อม

Credit: Radware

การหมั่นตรวจสอบว่ามี Account ใดที่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงสิ่งต่างๆ มากเกินไป หรือระบบใดๆ ที่ไม่มีการกำหนดสิทธิ์อยู่เลยบ้างนั้นคือสิ่งที่ต้องทำอยู่สม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดการโจมตีขึ้นจริงความเสียหายก็จะยังคงไม่ขยายวงกว้างมากนัก และต้องมีการทำ Hardening ให้กับระบบต่างๆ อยู่ตลอดเพื่อลดความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการกำหนดค่าผิดหรือ Misconfiguration ที่อาจนำความเสียหายอย่างคาดไม่ถึงมาสู่ธุรกิจได้

3. จัดการกับ Bot ให้ดี

สุดท้ายนี้ Radware ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการที่ Web Traffic ทั่วโลกนั้นกว่า 50% เกิดขึ้นจาก Bot และในขณะที่องค์กรกว่า 89% เองนั้นก็เกิดความเสียหายจากการถูกโจมตีระบบ Web ทำให้ Radware เสนอว่าธุรกิจองค์กรนั้นควรต้องให้ความสำคัญกับการรับมือกับ Bot ให้มากขึ้น เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการถูกโจมตีผ่านระบบ Web ลง

ความน่ากลัวของ Bot นี้ก็คือการที่เทคโนโลยีอย่าง Web Application Firewall หรือ WAF นั้นไม่สามารถรับมือกับการโจมตีลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะ Bot นั้นมีรูปแบบการเชื่อมต่อที่ซับซ้อน ด้วยพฤติกรรมที่เลียนแบบมนุษย์ ทำให้การตรวจจับพฤติกรรมของ Bot และจำแนกออกจากผู้ใช้งานจริงนั้นเป็นไปได้ยาก แต่ WAF นั้นก็ยังคงจำเป็นอยู่สำหรับการรับมือกับความพยายามในการเจาะระบบด้วยเทคนิคต่างๆ ที่หลากหลาย

Credit: Radware

แนวทางที่ Radware แนะนำในกรณีนี้ ก็คือการผสานเทคโนโลยี Bot Manager ที่มีหน้าที่ในการตรวจจับและจำแนก Bot ออกจากผู้ใช้งานตัวจริง ควบคู่ไปกับการใช้งาน WAF เพื่อปกป้องระบบจากการโจมตีให้ได้ครอบคลุมมากที่สุดนั่นเอง ด้วยแนวทางนี้ก็จะทำให้การโจมตีจำนวนมากถูกหยุดยั้งเอาไว้ตั้งแต่ระดับของ Network และทำให้เกิดการโจมตีในระบบ Web Application ที่น้อยลงมากแล้วนั่นเอง

ติดต่อ Radware ได้ทันที

ผู้ที่สนใจอยากทดสอบเทคโนโลยีหรือต้องการใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน Radware ได้โดยตรงทันทีที่คุณณัฐวุฒิ ธนพิพัฒนกุลชัย (Country Manager Indochina) โทร 0814414488 หรืออีเมล์ nutthavoott@radware.com

from:https://www.techtalkthai.com/3-cloud-security-security-issues-enterprise-must-concern-by-radware/

The Beaumont Partnership กับการบริหารงานออกแบบและก่อสร้างผ่าน Cloud ด้วยโซลูชันจาก Neos IT

ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์กับคุณอรรวินท์ เจนวัฒนานนท์ ผู้ดำรงตำแหน่ง Practice Manager แห่ง The Beaumont Partnership ซึ่งทำธุรกิจทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ถึงประเด็นด้านการประยุกต์นำระบบ IT และ Cloud เข้ามาเสริมให้กับการบริหารจัดการโครงการด้านการออกแบบอาคารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อยกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เฉพาะทางของงานในลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดี จึงขอนำสรุปเรื่องราวในการพูดคุยครั้งนี้ให้แก่ผู้อ่านทุกท่านดังนี้ครับ

The Beaumont Partnership ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารใหญ่ ที่เราอาจเคยได้ไปสัมผัสโดยไม่รู้ตัว

คุณอรรวินท์ เจนวัฒนานนท์, Practice Manager, The Beaumont Partnership

หากพูดถึงชื่อของ The Beaumont Partnership เราอาจนึกไม่ออกว่าธุรกิจนี้ทำอะไร แต่หากเล่าว่าผลงานของ The Beaumont Partnership นั้นได้แก่การออกแบบสถาปัตยกรรม, การออกแบบพื้นที่ภายในอาคาร และงานภูมิสถาปัตยกรรมให้กับอาคารชั้นนำอย่างเช่น ICONSIAM, อาคาร AIA Capital Centre ถนนรัชดาภิเษก, Stamford University Bangkok, Rugby International School Thailand ไปจนถึงอาคารสำนักงาน, โรงแรม, ห้างสรรพสินค้า, คอนโด และโรงเรียนอีกจำนวนมาก ก็คงจะพอเห็นภาพกันมากขึ้นว่า The Beaumont Partnership นั้นทำอะไรบ้าง

ธุรกิจของ The Beaumont Partnership นั้นก่อตั้งมาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1991 ภายใต้ชื่อ Woods Bagot (Thailand) ก่อนที่จะมาเปลี่ยนชื่อเป็น The Beaumont Partnership ในช่วงปี 2009 เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของและโครงสร้างภายในบริษัท โดยมีเป้าหมายคือการออกแบบสถาปัตยกรรมด้วยมาตรฐานระดับโลกให้แก่อาคารและสถานที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มีทั้งความสวยงามในระดับสากล และมีฟังก์ชันต่างๆ อย่างครบถ้วน ในขณะที่ยังคงมีเอกลักษณ์และเข้ากับความสวยงามของภูมิทัศน์ในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจผลงานของ The Beaumont Partnership สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ทันทีที่ https://www.thebeaumontpartnership.com ครับ

ธุรกิจสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการโครงการ

ในการพูดคุยสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับคุณอรรวินท์ เจนวัฒนานนท์ ผู้ดำรงตำแหน่ง Practice Manager แห่ง The Beaumont Partnership ที่ได้มาเล่าถึงการตัดสินใจนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เสริมศักยภาพในการทำงานของทีมงานสถาปนิกและวิศวกร ตอบโจทย์เล็กๆ แต่ส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่าแก่ธุรกิจของ The Beaumont Partnership เป็นอย่างมาก

คุณอรรวินท์อธิบายถึงแนวทางการทำงานของสถาปนิกและวิศวกรที่ The Beaumont Partnership ว่า ทีมงานแต่ละคนนั้นจะต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานภายใต้โครงการต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งด้วยความที่หัวใจหลักของธุรกิจคือการออกแบบ ดังนั้นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของธุรกิจนั้นก็คือ “เวลา” ในการทำงานของทีมงานแต่ละคน

ในการควบคุมการทำงานในแต่ละโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายทั้งในเชิงระยะเวลาและงบประมาณนั้น สิ่งที่ The Beaumont Partnership ต้องให้ความสำคัญคือการติดตามว่าทีมงานคนไหนได้ทำงานให้โครงการใดเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ในแต่ละวันบ้าง เพื่อให้สามารถสะท้อนกลับมาได้ว่าในแต่ละโครงการนั้นมีการใช้ทรัพยากรด้านบุคลากรไปมากน้อยแค่ไหน คิดเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ทำให้การวางแผนด้านกำลังคนเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

การติดตามการทำงานของพนักงานแต่ละคน เคยเป็นเรื่องยากที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่ตลอดมาก่อน

ถึงแม้ในภาพรวมในการบริหารจัดการโครงการโดยอ้างอิงจากเวลาที่พนักงานแต่ละคนใช้ในการทำงานในแต่ละโครงการนั้นจะมีความชัดเจน แต่ในทางปฏิบัตินั้นกลับเป็นเรื่องยาก เพราะ The Beaumont Partnership นั้นไม่ได้มีระบบ IT ใดๆ รองรับกระบวนการในส่วนนี้มาก่อน ดังนั้นที่ผ่านมา การติดตามเวลาที่พนักงานแต่ละคนใช้ในการทำงานแต่ละโครงการนั้นจึงต้องอาศัยการกรอกข้อมูลลงไปบน Microsoft Excel เป็นหลัก

หลังจากที่พนักงานแต่ละคนกรอกข้อมูลและส่งไฟล์ Excel ดังกล่าวมาแล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยรวบรวมข้อมูลจากไฟล์เหล่านี้โดยเฉพาะ เพื่อนำข้อมูลนี้มารวมกันบนไฟล์ Excel กลางอีกที ก่อนที่จะสร้างออกมาเป็นรายงานให้กับแต่ละโครงการได้ ซึ่งขั้นตอนตรงนี้เองก็มีปัญหามากมาย ทั้งการที่พนักงานแต่ละคนต้องเข้ามาส่งไฟล์ Excel ที่บริษัท, เมื่อข้อมูลไม่ครบก็ต้องแก้ไขไฟล์แล้วส่งมาใหม่, ข้อมูลบางส่วนตกหล่นทำให้ต้องติดตามเพิ่มเติม และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นกว่าจะรู้ว่าแต่ละโครงการนั้นใช้เวลาของทีมงานไปมากน้อยเพียงใดก็ต้องเสียเวลานานมาก

อีกจุดหนึ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือ เมื่อธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น มีจำนวนพนักงานมากขึ้น มีโครงการหลากหลายขึ้น หรือมีปริมาณของงานที่ต้องทำมากขึ้น สูตรใน Microsoft Excel ที่เคยเขียนเอาไว้นั้นก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่อยู่ตลอด และทำให้การทำงานนั้นซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

ตัดสินใจพัฒนาระบบ Online Time Sheet ที่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิม

เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะยาว The Beaumont Partnership จึงตัดสินใจว่าจะต้องพัฒนาระบบ Online Time Sheet เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถกรอกข้อมูลเวลาการทำงานของตนเองได้อย่างง่ายดาย โดยมีระบบคอยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและออกรายงานแบบ Real-time ให้เพื่อให้ผู้บริหารโครงการแต่ละโครงการสามารถติดตามทรัพยากรที่ใช้ในแต่ละโครงการได้อย่างทันท่วงที รวมถึงมี Report ในรูปแบบเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของ The Beaumont Partnership ด้วย

โครงการ Online Time Sheet นี้จึงถูกริเริ่มขึ้นด้วยการพูดคุยกับ Neos IT ผู้ให้คำปรึกษาทางด้านระบบ IT ที่ภายในธุรกิจของตนเองก็มีการพัฒนาระบบ Time Sheet ขึ้นมาใช้งานอยู่แล้ว เหลือเพียงแค่ปรับแต่งให้การใช้งานนั้นตอบโจทย์ต่อธุรกิจของ The Beaumont Partnership เท่านั้น ทำให้เวลาที่ใช้ในการพัฒนาโครงการนี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และมี Feedback จากการใช้งานจริงเข้ามาปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากมุมมองของทีมงานสถาปนิกและวิศวกร เมื่อเข้าใช้งานระบบ Online Time Sheet ก็จะสามารถเข้าไปจัดการแก้ไขข้อมูลเวลาในการทำงานของตนเองก่อนจะส่งให้กับผู้บริหารโครงการได้ ในขณะที่ผู้บริหารโครงการนั้นจะสามารถดูภาพรวมและออกรายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละโครงการได้ รวมถึงระบบยังเปิดให้ทาง The Beaumont Partnership สามารถสร้างผู้ใช้งานหรือโครงการใหม่ๆ ขึ้นมาเองได้อยู่ตลอด เกิดความคล่องตัวในการทำงานเป็นอย่างมาก

ทำลายข้อจำกัดในการเข้าออฟฟิศทำงาน ด้วยการเลือกใช้ Cloud

แน่นอนว่าการพัฒนาระบบ Online Time Sheet นั้นย่อมจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการดูแลและรวมข้อมูลใน Microsoft Excel ได้ แต่หากใช้งานระบบ Online Time Sheet ด้วยการติดตั้งบน Server ภายในออฟฟิศของบริษัทนั้น พนักงานก็ยังจะต้องยุ่งยากในการเดินทางเข้ามาที่ออฟฟิศเพื่อกรอกข้อมูลอยู่ดี

เพื่อตอบโจทย์นี้ Neos IT จึงได้นำเสนอให้ใช้บริการ Cloud โดยทำการตั้งค่าระบบทั้งหมดอย่างมั่นคงปลอดภัย และมีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งานเสมอ เพื่อให้ทีมงานของ The Beaumont Partnership สามารถเข้าใช้งานระบบ Online Time Sheet ได้จากทุกที่ทุกเวลา

การตัดสินใจใช้ Cloud ครั้งนี้ ทำให้ผลตอบรับของทีมงาน The Beaumont Partnership ในการใช้งานระบบ Online Time Sheet นั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทีมงานในแต่ละโครงการเข้ามาบันทึกข้อมูลเวลาการทำงานบ่อยขึ้น ทำให้ผู้จัดการโครงการเห็นตัวเลขต้นทุนของแต่ละโครงการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และหากเกิดปัญหาอะไรก็สามารถแก้ไขได้ทันที อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีพนักงานสำหรับดูแล Time Sheet โดยเฉพาะอีกต่อไป ประหยัดเวลาการทำงานลงไปได้เป็นอย่างมากทีเดียว

อีกจุดหนึ่งที่ Cloud เข้ามาตอบโจทย์เป็นอย่างมากนั้นก็คือทำให้งานของสถาปนิกและวิศวกรบางคนที่ต้องเดินทางไปยังไซต์ก่อสร้าง สามารถใช้เวลาในการทำงานนอกสถานที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องแวะเข้าออฟฟิศมาเพื่อกรอกข้อมูลลง Time Sheet อีก ทำให้โดยรวมแล้วการทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทีมงานมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นนั่นเอง

วางใจ Neos IT ช่วยพัฒนาระบบ Time Sheet และดูแล Cloud เบื้องหลังให้ทั้งหมด

เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ Online Time Sheet นี้ก้คือการที่ The Beaumont Partnership ตัดสินใจทำงานร่วมกับ Neos IT ทั้งในส่วนของการนำระบบ Time Sheet ที่ Neos IT ใช้งานอยู่เดิมมาพัฒนาต่อยอด และการให้ Neos IT ช่วยดูแลระบบ Cloud ให้ ทำให้ The Beaumont Partnership สามารถทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปกับงานด้านสถาปัตยกรรม, วิศวกรรม และการบริหารจัดการโครงการได้ ไม่ต้องพะวงกับประเด็นทางด้าน IT อีกต่อไป

Neos IT นั้นคือผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบ Cloud-Native Application โดยมีทั้งทีมงาน Developer สำหรับพัฒนา Software ต่างๆ และทีมงานฝั่ง IT Infrastructure ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษาบริการ Cloud ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ ซึ่งในโครงการนี้ Neos IT ก็ตัดสินใจเลือกผสานเทคโนโลยีด้าน Container เข้ากับ Amazon Web Services หรือ AWS เพื่อให้มั่นใจว่าระบบของ The Beaumont Partnership จะมีความมั่นคงทนทานรองรับการทำงานได้ตลอด 24×7 และสามารถพัฒนาเสริมความสามารถใหม่ๆ เข้าไปได้อย่างต่อเนื่อง

ทีมงานของ Neos IT นั้นยังคอยช่วยสนับสนุนดูแลรักษาระบบให้ทำงานถูกต้องตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยทีมงาน Support ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านการดูแลระบบ Cloud โดยเฉพาะ

ในอนาคตมีแผนพัฒนาต่อยอดเรื่อยๆ พร้อมบทเรียนสำคัญว่าไม่มีคำว่า One Size Fit All ในการออกแบบระบบเพื่อตอบสนองต่อธุรกิจ

คุณอรรวินท์ได้สรุปบทเรียนจากการพัฒนาโครงการ Online Time Sheet ในครั้งนี้ ว่าสำหรับการพัฒนา Software เพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของธุรกิจนั้น ไม่สามารถหาตัวเลือกที่เป็น One Size Fit All ได้ ทางเลือกที่ตอบโจทย์ต่อกรอบระยะเวลานั้นก็คือการนำ Software ที่มีอยู่มาปรับแต่งให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการให้มากที่สุด ดังนั้นการมองหาผู้ที่จะมาช่วยปรับแต่ง Software นี้และดูแลรักษาต่อไปให้ได้ในระยะยาวคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในโครงการลักษณะนี้

ในกรณีนี้ Neos IT ถือว่าตอบโจทย์ต่อ The Beaumont Partnership เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมี Software ที่มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับความต้องการแล้ว ก็ยังมีทีมงานที่พร้อมจะปรับแต่งระบบและดูแลรักษาระบบให้ทำงานได้ตลอดด้วย

หลังจากที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว คุณอรรวินท์เองก็ได้เล่าถึงแผนในอนาคตที่อาจจะมีการเพิ่มเติมความสามารถต่างๆ เข้าไปในระบบ Online Time Sheet เพื่อให้มิติในการบริหารจัดการโครงการนั้นหลากหลายยิ่งขึ้น และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต

ติดต่อ Neos IT ได้ทันที

ผู้ที่สนใจบริการด้านการพัฒนาระบบ Application หรือต้องการทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาระบบ Cloud ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถติดต่อทีมงาน Neos IT ได้ทันทีที่โทร 02-0170500 หรืออีเมล์ marketing@neosIT.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Neos IT ได้ทันทีที่ https://www.neosit.com/

from:https://www.techtalkthai.com/the-beaumont-partnership-with-cloud-time-sheet-solution-by-neos-it/

Huawei VR Glass จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ ราคาราว 13,000 บาท

Huawei VR Glass เคยเปิดตัวมาแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยเป็นแว่นตา VR ที่มีน้ำหนักเบาเพียง 166 กรัม มีความบางของระบบเลนส์ 26.6 มิลลิเมตร และเลนส์แว่นตายังถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานที่มีปัญหาสายตาสั้นในช่วง 0 – 700 องศา

Huawei VR Glass มาพร้อมจอแสดงผล 3200 x 160 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซลสูงถึง 1058ppi ให้มุมมองกว้าง 90 องศา มีอัตราการรีเฟรช 70Hz หรือ 90Hz รองรับโหมดหน้าจอ IMAX และโหมด VR Mobile ด้านระบบเสียงสนับสนุนเอฟเฟกต์เสียง 3 มิติ

นอกจากนี้ Huawei ยังได้เตรียมคอนเท้นต์วีดีโอ VR ไว้รองรับมากกว่า 30,000 ชั่วโมง รวมถึงเกม VR สำหรับสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์

Huawei VR Glass จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศจีน วันที่ 19 ธันวาคมนี้ ราคา 2,999 หยวน หรือราว 13,000 บาท

ที่มา – Gizchina
https://www.flashfly.net/wp/277990

from:https://www.flashfly.net/wp/277990

Samsung ครองส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟน 5G เกือบ 75% ในไตรมาสที่ผ่านมา

IHS Markit รายงานยอดจัดส่งและส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟน 5G สำหรับไตรมาสที่ 3 ปี 2019 พบว่าโดยรวมมียอดจัดส่งสมาร์ทโฟน 5G ทั้งหมด 4.3 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจาก 1.8 ล้านเครื่อง ในไตรมาสที่ 2

สำหรับผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟน 5G เป็นของ Samsung ด้วยยอดจัดส่ง 3.2 ล้านเครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่ง 74% ขณะที่ไตรมาสที่ 2 มียอดจัดส่ง 1.5 ล้านเครื่อง แต่ได้รับส่วนแบ่ง 83%

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ Samsung เป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟน 5G เนื่องจากมีสมาร์ทโฟน 5G อยู่ในตลาดด้วยกัน 5 รุ่น และมีช่วงราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่ Galaxy A90 ไปจนถึง Galaxy Fold 5G อีกทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายฯ ในเกาหลีใต้ ก็พร้อมให้บริการ 5G ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ IHS Markit ยังพบว่า ราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ทโฟน 5G ในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 994 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 30,050 บาท ขณะที่ไตรมาสที่ 2 มีราคาขายเฉลี่ย 1,153 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 34,850 บาท แสดงให้เห็นว่าราคาสมาร์ทโฟน 5G มีแนวโน้มถูกลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ที่มา – IHS Markit
https://www.flashfly.net/wp/277982

from:https://www.flashfly.net/wp/277982

แอพ Remote Desktop บน iOS ได้รับอัพเดตฟีเจอร์ครั้งใหญ่, ก๊อบปี้ไฟล์ข้ามอุปกรณ์ได้แล้ว

ไมโครซอฟท์ออกอัพเดตใหม่ให้กับแอพ Microsoft Remote Desktop บนอุปกรณ์ iOS เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้ามาหลายอย่าง

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดอย่างแรกคือการยกเครื่องดีไซน์ของทั้งหน้าจอ connection center หลักที่ใช้จัดการ/เลือกพีซีที่ต้องการเชื่อมต่อ รวมถึง UI ที่ใช้ในการสลับหน้าจอไปยังพีซีเครื่องอื่นอย่างรวดเร็วระหว่างใช้งานรีโมท

No Description

อย่างที่สองคือการเพิ่มฟีเจอร์ redirection ซึ่งจะเปิดให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้พีซีที่รีโมทเลือกฟัง/ใช้ภาพ จากไมโครโฟน, กล้องบนอุปกรณ์ iOS ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือจะเลือกเปิดการเข้าถึงสตอเรจของตัวอุปกรณ์ iOS บนพีซี เพื่อก๊อบปี้ไฟล์ข้ามอุปกรณ์ก็สามารถทำได้แล้วบนแอพเวอร์ชันนี้

สำหรับความสามารถอื่นๆ ที่เพิ่มมามีดังนี้

  • รองรับการรีโมทเข้าบริการ Windows Virtual Desktop
  • ปรับปรุงเลย์เอาต์ของปุ่มเสริมบนคีย์บอร์ดที่แสดงผลบนหน้าจอ
  • ปรับปรุงการใช้งานเมื่อต่อกับคีย์บอร์ดภายนอก
  • เพิ่มการรองรับเมาส์ SwiftPoint
  • เพิ่มการรองรับ iPhone และ iPad รุ่นใหม่
  • รองรับทั้งธีมมืดและธีมสว่าง
  • สามารถควบคุมไม่ให้อุปกรณ์ล็อคหน้าจอขณะรีโมทเข้าใช้งานแอพหรือพีซี
  • ซ่อนแถบ connection bar ได้โดยแตะค้างที่โลโก้ Remote Desktop

No Description

อัพเดตของแอพ Microsoft Remote Desktop ข้างต้น สามารถใช้งานได้กับระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชัน 13 หรือใหม่กว่า เข้าไปดาวน์โหลดได้แล้วที่ App Store ครับ

ที่มา – MSPoweruser

from:https://www.blognone.com/node/113688

Xiaomi Mi 9 พบข้อผิดพลาดจนอาจต้อง Factory Reset เพียงใช้รูปภาพนี้เป็นวอลล์เปเปอร์

ไม่น่าเชื่อว่าแค่รูปภาพวอลล์เปเปอร์ธรรมดา ก็สามารถสร้างปัญหาใหญ่ให้กับสมาร์ทโฟน จนไม่สามารถใช้งานได้นอกจากจะต้อง Factory Reset หรือตั้งค่าให้กลับมาใช้งานใหม่ และข้อมูลทั้งหมดอาจจะหายไป ถ้าไม่มีการสำรองไว้ก่อนหน้านั้น

ปัญหาดังกล่าวได้เกิดขึ้นกับเจ้าของสมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 9 และได้รายงานปัญหาผ่านชุมชนออนไลน์ Reddit โดยบอกว่าหลังจากเปลี่ยนมาใช้รูปภาพวอลล์เปเปอร์ใหม่ ซึ่งเป็นรูปภาพที่มีพื้นหลังสีดำ และมีเพียงเส้นขอบที่เป็นสีรุ้ง ก็ทำให้สมาร์ทโฟนของเขาเกิดปัญหาปิดและเปิดอยู่อย่างนั้น 5 – 6 ครั้ง และมอเตอร์สั่นสะเทือนก็ทำงาน 2 ครั้ง ก่อนที่สมาร์ทโฟนจะ Reboot แล้วเข้าสู่หน้าจอ Recovery ซึ่งทำได้เพียง Reboot เครื่องใหม่, ลบข้อมูล และ ติดต่อฝ่ายสนับสนุนของ Xiaomi

เจ้าของสมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 9 ที่พบปัญหาบอกว่า เขาต้องการใช้สมาร์ทโฟนทันที จึงต้องเลือกลบข้อมูล แล้วกลับไปตั้งค่าใหม่

คาดว่าปัญหาดังกล่าว เกิดจาก Bug ของ MIUI และยังไม่มีความชัดเจนว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ของ Xiaomi จะพบปัญหาเดียวกันหรือไม่

ที่มา – Gizchina
https://www.flashfly.net/wp/277977

from:https://www.flashfly.net/wp/277977

Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ เริ่มได้รับการอัพเดท Android 10

รายงานก่อนหน้านี้ คาดว่า Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ จะได้รับการอัพเดท Android 10 ในเดือนมกราคม 2020 แต่ล่าสุดพบว่าเจ้าของเรือธงทั้ง 2 รุ่นในประเทศเยอรมนีที่เข้าร่วมโปรแกรม Public Beta ได้รับการอัพเดทแล้ว

ผู้ใช้งาน Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ ในประเทศเยอรมนี เริ่มได้รับการอัพเดทระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อม One UI 2.0 โดยมีชื่อเวอร์ชั่น N97*FXXU1BSL7 ขนาดไฟล์ประมาณ 145MB และคาดว่า Samsung จะขยายการอัพเดทไปยังผู้ใช้งานทั่วโลกในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – SamMobile
https://www.flashfly.net/wp/277971

from:https://www.flashfly.net/wp/277971

for feed news app

%d bloggers like this: