ผู้ผลิตต้องเร่งเสริมศักยภาพด้านข้อมูล เพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจถดถอย

การเสริมศักยภาพด้านข้อมูลคือกุญแจสำคัญในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัว
ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่าง ๆ และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เป็นการยากที่ผู้ผลิตจะสามารถคาดการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ ในอนาคตได้ ประกอบกับปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน และการขาดแคลนแรงงาน แม้กระทั่งความไม่แน่นอนในประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นด้านการผลิตอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือนแล้ว1

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งสำหรับผู้ผลิตในการเตรียมพร้อมสำหรับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คือ การปรับตัวของข้อมูล ตามรายงานของฟูจิตสึ: The great data acceleration – Today’s data opportunities, tomorrow’s business success.

รายงานนี้อิงจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับ C-Level มากกว่า 500 คน จาก 5 อุตสาหกรรม ใน 9 ภูมิภาคของโลก2 พบว่าแต่ละคนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในการใช้กลยุทธ์ข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เมื่อพูดถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อตอบสนองต่อปัญหา และการตัดสินใจที่แม่นยำ ผู้นำด้านการผลิต 65% เชื่อว่าในปัจจุบันพวกเขามีระบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าก่อนเกิดโรคระบาด เมื่อเทียบกับจำนวน 29% ในภาครัฐและ 41% ในด้านบริการทางการเงิน ภาคการผลิตยังเป็นผู้นำกลุ่มในการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นด้วยคะแนน 69%

ผู้นำด้านการผลิตด้านไอทียังเชื่อมั่นในความสามารถของพนักงานในการเข้าถึงข้อมูลเพิ่มขึ้น 14% จากระดับก่อนเกิดโรคระบาด เมื่อเทียบกับการไม่ได้รับการพัฒนาในภาครัฐ และบริการทางการเงินเพิ่มขึ้นเพียง 2%

ภาคการผลิตต้องสร้าง ‘องค์กรที่ปรับตัวได้’ อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแนวโน้มเชิงบวกจากบรรดาผู้บริหารด้านการผลิต ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตของฟูจิตสึเชื่อว่าหลายบริษัทยังคงมีวิธีที่จะสร้างองค์กรที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างแท้จริงด้วยความสามารถในการแปลงข้อมูลเพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในทุกสถานการณ์

จากข้อมูลของฟูจิตสึ แม้ว่าภาคการผลิตจะแซงหน้าค่าเฉลี่ยทั่วโลกในเกณฑ์ 8 ข้อจาก 11 ข้อที่ศึกษาในการวิจัย แต่กลับมีประสิทธิภาพไม่ดีในการประเมินผลลัพธ์ที่ละเอียดเพื่อผลลัพธ์ในอนาคตที่ดีขึ้น วัดได้เพียง 50% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทุกภาคส่วนที่ 61 เปอร์เซ็นต์อย่างมาก ในด้านอื่น ๆ ที่คะแนนการผลิตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคือการใช้ข้อมูลสำหรับการจัดทีม การตรวจสอบกฎระเบียบ การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการรักษาความปลอดภัย และการพัฒนา การปรับแต่ง และ/หรือการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า

ด้วยห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ซับซ้อน ส่งผลทำให้ความเชื่อมั่นด้านการผลิตทั่วโลกลดลง อุตสาหกรรมจำเป็นต้องหาวิธีสร้างความคล่องตัวมากขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดานี้ ฟูจิตสึเห็นว่าองค์กรภาคการผลิตทั่วโลกควรใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มคลาวด์ เพื่อสร้างองค์กรที่คล่องตัวและตอบสนองรวดเร็วมากขึ้น แต่เรายังไม่ไปถึงจุดนั้น

รายงานระบุว่า มีประเด็นสำคัญที่ผู้ผลิตยังคงมีงานต้องทำการบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ข้อมูลเพื่อปรับแต่ง และปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า รวมถึงการสร้างกระบวนการทางดิจิทัลแบบครบวงจร

เราคาดการณ์ว่าการมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางจะมีความสำคัญระดับถัดไปสำหรับผู้ผลิตทั่วโลกที่ต้องการลดต้นทุน สร้างกำไรให้สูงขึ้น และบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน

หากคุณสนใจที่จะทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ฟูจิตสึจะช่วยให้คุณเป็นผู้ผลิตที่ยั่งยืนได้อย่างไร คลิกที่นี่

ผู้แต่ง : โยฮาน คาร์สเทนส์ หัวหน้าฝ่ายการผลิตอัจฉริยะของฟูจิตสึอเมริกาเหนือ

from:https://www.enterpriseitpro.net/fujitsu-manufacturing-news-release/

ทำได้กี่อย่างแล้ว?…Promise Tracker ร่วมติดตามนโยบายที่นักการเมืองใช้หาเสียง ว่าตอนนี้ทำอะไรไปบ้าง

จะทำได้จริงเหรอ? เป็นคำถามที่หลาย ๆ คนต้องสงสัยกันแน่นอนเวลาที่พรรคหรือนักการเมืองมักจะออกมาให้คำสัญญากับเหล่าประชาชนช่วงก่อนการเลือกตั้ง แน่นอว่าก่อนที่เราจะเลือกให้ใครสักคนมาบริหารประเทศเนี่ยเราต้องดูโยบายต่าง ๆ กันก่อนว่ามันจะมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราได้จริง และมีความเป็นไปได้ และต้องใช้ภาษีของพวกเราได้อย่างคุ้มค่าไม่ใช่แค่ปากหวานหาเสียงกันไปเฉย ๆ ซึ่งวันนี้เราจะชวนทุกคนมาเช็คคำสัญญาของแต่ละพรรคที่เคยให้ไว้ว่าทำไปได้จริงกี่อย่างแล้ว ผ่านเว็บไซต์ “Promise Tracker” กันค่ะ

Promise Tracker คืออะไร?

Promise Tracker (ต้นกำเนิดมาจากประเทศบราซิลมา) เป็นเว็บไซต์ที่มีหน้าที่ในการช่วยให้ประชาชนสามารถติดตามคำสัญญาที่เหล่านักการเมืองได้เคยพูดหาเสียงเอาไว้ก่อนการเลือกตั้ง ว่าตอนนี้มันถึงไหนแล้ว ทำสำเร็จไปบ้างรึยัง หรือได้เริ่มโครงการไปหรือยัง ทำให้พวกเราสามารถเป็นหูเป็นตาได้ ว่านักการเมืองคนนี้มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนตอนรับเลือกเข้ามา หรือเข้ามาแล้วได้ทำหน้าที่จริงมั้ย เพื่อตรวจสอบการทำงานและความโปร่งใสของภาครัฐหลังเข้ารับตำแหน่งแล้วนั่นเองค่ะ

สำหรับคำสัญญาที่ทางเว็บได้รวบรวมเอาไว้จะเป็นช่วงหาเสียงเลือกตั้งของพรรคต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 – 17 กรกฎาคม 2565 โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลมาจากเว็บไซต์ข่าวต่าง ๆ, Facebook, เว็บไซต์, ทวิตเตอร์ ของพรรคการเมือง รวมไปถึงข้อมูลจากเอกสารทางราชการอย่าง ราชกิจจานุเษกษา มติคณะรัฐมนตรี เป็นต้น

ข้อดีอีกอย่างของเว็บ Promise Tracker เมื่อทุกคนสามารถรับรู้ข่าวสารไปในทิศทางเดียวกันได้เรานำประเด็นเหล่านั้นมาถกกันเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ แถมยังทำแบบสอบถามได้อีกด้วยนะคะ โดยเราสามารถตั้งประเด็นที่เราสนใจหรือสงสัย และทำการรวบรวมข้อมูล เพื่อช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้ง สื่อ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ตัวเว็บเองก็ไม่ได้มีความยุ่งยากในการใช้งานอะไร

สำรวจคำสัญญาพรรคการเมือง 5 อันดับ

  1. พรรคประชาธิปัตย์ : ให้ไว้ 35 คำสัญญา
    – สำเร็จแล้ว 0 รายการ
    – ไม่พบความเคลื่อนไหว 28 รายการ
    – กำลังดำเนินการ 7 รายการ
  2. พรรคชาติพัฒนา : ให้ไว้ 33 คำสัญญา
    – สำเร็จแล้ว 0 รายการ
    – ไม่พบความเคลื่อนไหว 30 รายการ
    – กำลังดำเนินการ 2 รายการ
  3. พรรคพลังประชารัฐ : ให้ไว้ 24 คำสัญญา
    – สำเร็จแล้ว 2 รายการ
    – ไม่พบความเคลื่อนไหว 15 รายการ
    – กำลังดำเนินการ 4 รายการ
  4. พรรคภูมิใจไทย : ให้ไว้ 17 คำสัญญา
    – สำเร็จแล้ว 2 รายการ
    – ไม่พบความเคลื่อนไหว 8 รายการ
    – กำลังดำเนินการ 5 รายการ
  5. พรรครวมพลังประชาชาติไทย : ให้ไว้ 15 คำสัญญา
    – สำเร็จแล้ว 0 รายการ
    – ไม่พบความเคลื่อนไหว 13 รายการ
    – กำลังดำเนินการ 1 รายการ

(สามารถเข้าไปเช็คคำสัญญาอื่น ๆ ได้ด้วยตัวเองที่ https://promisetracker.wevis.info)

ใครที่อยากติดตามดูว่าพรรคที่เราเคยเลือกเอาไว้เพราะมีนโยบายที่น่าสนใจและดูน่าจะพัฒนาชาติบ้านเมืองได้ ตอนนี้ไปถึงไหนบ้างแล้ว ก็สามารถเข้าไปติดตามกันแบบเต็ม ๆ ได้ในเว็บไซต์ Promise Tracker นะคะ

 

ที่มา : Promisetracker

from:https://droidsans.com/promise-tracker-political-party/

ผู้สร้าง JSON บอกภาษา JavaScript พัฒนาช้ามาก ควรเลิกใช้งานกันได้แล้ว

Douglas Crockford โปรแกรมเมอร์ผู้สร้าง JSON ในปี 2000 ออกมาให้สัมภาษณ์วิจารณ์ JavaScript ว่าพัฒนาช้ามากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากที่เขาเคยเป็นกองเชียร์ JavaScript และพยายามแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง ก็ประสบความสำเร็จน้อยมากใน ECMAScript 5 ที่เป็นเวอร์ชันใหญ่เมื่อปี 2009 จนตอนนี้เขามองว่า JavaScript เป็นภาษาไดโนเสาร์ที่ไม่ทันโลก และควรเลิกใช้กันดีกว่า (The best thing we can do today to JavaScript is to retire it.)

Crockford ยังให้ความเห็นว่าชุมชน JavaScript พยายามพัฒนาตัวภาษาให้บวมขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะพัฒนามันให้ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือเราไม่มีภาษาอื่นมาใช้ทดแทนแนวทาง JavaScript แก้แก้โครงของ DOM ในเบราว์เซอร์ ซึ่งก็ไม่ง่ายเลยที่จะสร้างภาษาใหม่ขึ้นมาแล้วให้เบราว์เซอร์ทุกตัวยอมรับ

เขายังแสดงความเห็นต่อภาษาโปรแกรมในภาพรวมว่า ภาษาส่วนใหญ่ที่เราใช้กันถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคโพรเซสเดียวบนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ซึ่งโลกเปลี่ยนจากนั้นไปมากแล้ว

alt="_MG_ 1308"

ภาพจาก Flickr Douglas Crawford

ที่มา – evrone via Slashdot

from:https://www.blognone.com/node/129723

อาลีบาบา กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการไตรมาสเดือนมิถุนายน ปี 2565

อาลีบาบา ประกาศผลประกอบการทางการเงินสำหรับไตรมาสเดือนมิถุนายน ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา “ในไตรมาสที่ผ่านมา เราได้ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมระดับมหภาค และยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานตามกลยุทธ์ระยะยาว โดยยังคงเสริมสร้างขีดความสามารถองค์กรเพื่อสร้างมูลค่าให้กับลูกค้า” แดเนียล จาง ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาลีบาบา กรุ๊ป กล่าว “หลังผ่านพ้นช่วงเดือนเมษายน และพฤษภาคมที่การขับเคลื่อนเป็นไปค่อนข้างช้า เราก็มองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจต่าง ๆ ของอาลีบาบาในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เราเชื่อมั่นในโอกาสการเติบโตระยะยาว อันเนื่องมาจากฐานผู้บริโภคคุณภาพสูง และความยืดหยุ่นของรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าของเรา”

“แม้จะมีความท้าทายที่เกิดจากการฟื้นตัวหลัง COVID-19 แต่บริษัทก็ยังสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงเมื่อเปรียบเทียบแบบปีต่อปี เราขาดทุนน้อยลงในธุรกิจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ อันเนื่องมากจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ” โทบี ซู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ อาลีบาบา กรุ๊ป กล่าว “ล่าสุด เราได้เปิดเผยถึงแผนการเพิ่มฮ่องกงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เศรษฐกิจหลักที่เราให้ความสำคัญ เพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และนิวยอร์ก ซึ่งเราตั้งเป้าที่จะขยาย และเพิ่มความหลากหลายในฐานนักลงทุนของเราต่อไป”

from:https://www.enterpriseitpro.net/alibaba-new-release/

iPhone รุ่นใหม่จะมาเมื่อไหร่? และในปี 2022 นี้ Apple จะมีจัดงาน Event เปิดตัวสินค้าอะไรบ้าง?

ล่าสุดในงาน WWDC เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็ถือเป็นงานล่าสุดเลยที่ Apple ได้มีการเปิดตัว สินค้าใหม่นอกเหนือจากตัว Software ก็จะเป็นตัว MacBook Air และ MacBook Pro 13.3 นิ้ว ที่มาพร้อม ชิปใหม่ล่าสุด M2 แล้วช่วงเวลาอีก 4-5 เดือนที่เหลือของปีนี้ Apple มีแผนจะเปิดตัวอะไรใหม่ในช่วงไหนบ้าง iPhone ใหม่จะมาเมื่อไหร่? เราได้รวมรวบข้อมูลข่าวลือที่ดูมีความเป็นไปได้มาให้เพื่อนๆในบทความนี้กันแล้ว ไปดูกันเลย

September Event

เป็น Event ถัดไปที่ Apple จะเปิดตัวสินค้า แล้วแน่นอนว่าโดยปกติแล้วในงานนี้มักจะมีการเปิดตัว iPhone, iPad บางรุ่น, และ Apple Watch เสมอ และเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา งานนี้ก็ถูกจัดขึ้นในวันที่ 14 กันยายน สำหรับปี 2022 นี้ยังไม่ประกาศวันจัดงานอย่างเป็นทางการ แต่โดยปกติที่ผ่านมาก็จะจัดขึ้นในช่วงกลางๆเดือนของเดือนกันยายน และแน่นอนว่าสินค้าที่ทุกคนตั้งตารอเลยมักจะเป็น iPhone เสมอ

iPhone 14

มักจะเป็นสินค้าไฮไลต์ประจำงานที่หลายๆคนรอคอยกันเลยก็ว่าได้ และมักจะมีข่าวหลุดออกมาเสมอ สำหรับปีนี้ข่างลือที่พูดกันหนาหูเลยคือจะไม่มี iPhone 14 mini อีกต่อไปแล้ว แต่จะมาเป็น iPhone 14, iPhone 14 Pro ที่มาพร้อมหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว iPhone 14 Pro Max, iPhone 14 Max ที่จะมาพร้อมขนาดจอ 6.7 นิ้วแทน เพราะจากรายงานต้นปี 2022 iPhone 13 mini ทำยอดขายได้แค่ 5% จาก Line up ของ iPhone 13 ทั้ง 4 รุ่น ใน 100%


  • รุ่น Pro ในปีนี้จะมีการเปลี่ยนมาใช้เป็นการเจาะรูกล้องหน้าและเซนเซอร์ ดีไซน์แบบ “เม็ดยา” แทนเพื่อทำให้หน้าจอมีพื้นที่แสดงผลมากขึ้นด้วย แต่สำหรับรุ่น 14 ปกติจะมีการใช้ดีไซน์เดิม
  • ส่วนของกล้องหลัง ตัวหลักจะมีการเพิ่มความละเอียดจาก 12MP มาเป็น 48MP แทน และขนาดตัวเลนส์กล้องจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก (ก็หมายความว่าใส่เคสเดิมไมไ่ด้เเล้วสิเนี่ย)

  • ในรุ่น Pro จะมาพร้อมจอที่แสดงผล Always on display ได้ด้วย เพราะมีการปรับค่ารีเฟรชเรทให้ต่ำสุดเหลือแค่ 1hz จากเดิมที่ iPhone 13Pro, Pro Max ทำได้ต่ำสุดที่ 10hz เป็นการนำเทคโนโนลี LTPO จากทาง Apple Watch มาใช้ใน iPhone ที่กำลังจะมาเป็นครั้งแรกด้วย เรื่องนี้ก็ดูมีมูลที่น่าเชื่อถือเพราะจากการที่เปิดตัว iOS 16 มาแล้วสามารถปรับแต่งหน้า Lock Screen ได้หลายหลาย แล้วหลายๆสำนักข่าวก็เริ่มมาพูดแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงมากๆ (มาเถอะนะ เพราะทาง Android มีมานานมากๆแล้ว) ล่าสุดเลยวันที่ 2 สิงหาคม ใน Twitter ของ SteveMoser เค้าเจอเบาะแสเรื่อง Always on display ในตัว XCode ด้วย

 

 

  • ชิปที่ใช้ประมวลผล ในรุ่น Pro จะมาพร้อมชิป A16 Bionic แบบใหม่ แต่ตัว 14 ปกติ จะยังคงใช้ชิป A15 Bionic เหมือนใน iPhone 13 ส่วนเรื่องความจุของแรม iPhone 14 Pro จะมาพร้อมความจุแรมที่ 6 GB รวมถึงจะมีการใช้แรมแบบ LPDDR 5 อีกด้วย แต่ต้องมีดูกันว่า ในรุ่น 14 ปกติ จะมีการเพิ่มความจุแรมให้เป็น 6 GB ด้วยรึเปล่า เพราะตอนนี้ใน iPhone 13 Pro จะให้มาที่  6GB ส่วนรุ่น 13 ปกติ จะให้มาที่ 4 GB
  • พอร์ตชาร์จ คาดว่ายังคงมากับพอร์ต Lighning ที่ทุกคนคุ้นเคยกันเหมือนเดิมแน่ๆ เพราะว่าทาง EU กำหนดให้เปลี่ยนเป็น USB-C ทั้งหมดปี 2024 แล้วถ้าทาง Apple ต้องการจะเคลียร์ อะไหล่ และ Stock สินค้าของสายเดิมให้หมดหรือไม่ก็ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และนี่ก็จะเป็นรุ่นสุดท้ายของ iPhone แล้วที่จะมาพร้อมพอร์ต Lighning แล้ว
  • ส่วนราคาที่จะวางขายก็ดูเหมือนว่าจะแพงขึ้นด้วยในไทยเพราะจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง เรื่องราคานอกจากบ้านเราแล้วก่อนหน้านี้ที่ทางญี่ปุ่นก็มีการโดนปรับราคาสินค้ากันหลายอย่างเหมือนกัน เพื่อนๆลองดูเรื่องนี้เพิ่มเติมจากบทความด้านล่างที่ทางเว็บเราเคยเขียนไว้ได้เลย

ถ้าทุกอย่างออกมาเป็นอย่างข่าวลือจริง ดูเหมือนว่าตอนนี้ Apple กำลังจะทำให้ Line สินค้าของ iPhone ในกลุ่มรุ่น Pro กับรุ่นปกติ มีความแตกต่างกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย

iPad

สำหรับ iPad ที่มักจะเปิดตัวใน Event นี้เสมอก็คือ iPad รุ่นเริ่มต้น หรือที่เราชอบเรียกกันว่า iPad นักเรียนนั่นเอง ก็มีอัพเดทมาเหมือนกันจากเจ้าพ่อข่าวลือวงในอย่าง Dylan โพสต์ผ่าน Twitter ของเขา แล้วก็มีการมาบอกใบ้สเปคของ ตัว iPad ในปี 2022 ไว้ว่า

  • iPad รุ่นที่ 10 จะมาพร้อมดีไซน์แบบเดิม และขนาดหน้าจอเท่าเดิมคือ 10.2 นิ้ว
  • ปรับสเปคภายในให้แรงขึ้นโดยใช้ชิป A14 Bionic (ชิปตัวเดียวกับที่มาใน iPhone 12)
  • รองรับการใช้งาน Wi-Fi 6, Bluetooth 5.0 และรองรับ 5G ในรุ่น Cellular”

ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข้างลือนี้มีความเป็นไปได้สูงนะ เพราะไม่ได้ถือว่าปรับเสปคหวือหวาอะไรมากมาย แล้วปกติ iPad รุ่นนักเรียนก็มักจะปรับ ชิปประมวลผล รายปีอยู่แล้วด้วย นอกจาก iPad นักเรียนแล้ว iPad mini เองจะมีการอัพเกรด สเปครึเปล่าสำหรับในปีนี้? ก็ต้องบอกเลยว่า ทาง iPad mini ข่าวลือเงียบจนถึงขั้นแทบจะไม่มีเลย เพราะปกติแล้วตัว iPad mini เองก็ไม่ได้เป็นสินค้าที่มีการอัพเกรดบ่อยๆอยู่แล้วด้วย เพราะถ้าดูจากช่วงการเปิดตัวของ 3 รุ่นล่าสุดของทาง iPad mini จะเห็นว่าไม่ได้มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ๆบ่อยมากนัก

รุ่น วันที่เปิดตัว ระยะห่างในการเปิดตัวจากรุ่นก่อนหน้า
iPad mini 4th Gen เปิดตัว 9 กันยายน 2015 1 ปี
iPad mini 5th Gen เปิดตัว 18 มีนาคม 2019 4 ปี
iPad mini 6th Gen
(รุ่นปัจจุบัน)
เปิดตัว 14 กันยายน 2021 2 ปี


Apple Watch

เป็นอีก 1 สินค้าที่จะเปิดตัวใน September Event เสมอเมื่อปีที่แล้วมีข่าวลือกันหนักมากว่า Apple Watch Series 7 จะมาพร้อมดีไซน์แบบขอบตัดเหลี่ยม แต่สรุปว่าเปิดตัวมาจริงก็เป็นอย่างที่เราเห็นกันใน Apple Watch Series 7 เลยที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์แต่เป็นการขยายหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นนิดนึงแทน แต่ในปีนี้เองก็แอบมีข่าวลือกันมาอีกว่า จะมาด้วยกัน 3 รุ่นเลย ทั้ง Apple Watch Series 8, Apple Watch SE รุ่นใหม่,และสุดท้าย Apple Watch เวอร์ชั่นที่เน้นการใช้งานแบบทนทานมากขึ้นเหมาะกับสายออกกำลังกาย ตอนนี้มีการสมมุติชื่อรุ่นนี้กันอย่างหลากหลายเลยเช่นรุ่น Pro รุ่น Rugged รุ่น Extreme และยังมีรายละเอียดอื่นๆที่เป็นข่าวลือของ Apple Watch ที่จะเปิดตัวปียี้มาอีกก็คือ

  • รีดีไซน์ใหม่แบบทั้งหมด จะใช้ดีไซน์เครื่องแบบตัดเหลี่ยมเหมือนที่เคยมีภาพหลุดมาก่อนหน้านี้
  • มีการเพิ่มเซนเซอร์แบบใหม่เข้ามาคือ Body temperature sensor สำหรับเอาไว้วัดอุณหภูมิร่างกายได้
  • ปรับปรุงชิปประมวลผลรุ่นใหม่ให้ทำงานได้เร็วแรง และประหยัดพลังงานมากขึ้น
  • ในรุ่นที่เป็นเวอร์ชั่นสำหรับ เน้นเรื่องการออกกำลังกาย สายขาลุยโดยเฉพาะ จะมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น 7% กว่ารุ่นอื่นๆของ Series 8 แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น และจะมาพร้อมวัสดุโลหะที่มีความแข็งแรงมากกว่ารุ่นอลูมิเนียม และจากสเปคที่อัปเกรดมาตรงนี้น่าจะมีฟีเจอร์พิเศษๆกว่ารุ่นธรรมดาในการออกกำลังกายที่เหนือกว่าเดิม คาดว่า Apple จะใช้รุ่นนี้ตีตลาด Smartwatch Gear ที่อยู่ในกลุ่มสายออกกำลังกายแบบจริงจังอย่างเช่นแบรนด์ Garmin ตรงนี้เป็นข้อมูลจากทาง Bloomberg

October Event

Event เปิดตัวสินค้าประจำเดือนตุลาคม มักจะเป็นการเปิดตัวสินค้าที่ยังไม่ถูกอัพเดทประจำปีนั้นๆ อาจจะเป็นไปได้ทั้งการมาของ iPad Pro ใหม่ หรือ จะเป็นสินค้ากลุ่ม Mac ที่เหลืออยู่ถ้ายังไม่โดนเปิดตัวใน Event ก่อนหน้านี้ และ Event นี้เป็นการเปิดตัว Services ต่างๆหรือ Hardware ใหม่ๆ และยังเป็นการเปิดตัวครั้งสุดท้ายประจำปีด้วย ย้อนกลับไปปี 2021 ใน Event นี้มีการเปิดตัวทั้ง

  • บริการ Apple MUSIC Voice Plan
  • HomePod mini รุ่นอัปเกรดสีสัน
  • AirPods รุ่นที่ 3
  • ชิป M1 Pro, M1 Max และ MacBook Pro ใหม่ 14 แล้ว 16 นิ้ว ที่ถือเป็นไฮต์ไลท์ของงานนี้เลย

 

แล้วในงาน October Event ในปีนี้คาดว่าน่าจะได้เห็นอะไรในงานนี้บ้าง?

Mac

  • iMac Pro และ Mac Pro เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ทาง Apple เปิดตัว M1 เป็นครั้งแรกได้มีการเผยแผนการย้ายจากตัวชิปของ Intel ไปยัง Apple Silicon ของตัวเองใน Mac ทุกๆตัวไว้ว่าจะใช้เวลาทั้งหมด 2 ปี แล้วนั่นก็หมายความว่าภายในปีนี้ Mac ทุกตัวควรจะถูกอัปเกรดให้ไปใช้ Apple Silicon หมดแล้ว iMac Pro ตัว 27 นิ้วถูกยกเลิกการวางขายไปอย่างเป็นทางการแล้วในช่วงต้นปี 2021 แล้วมีข่าวลือมาว่าเราอาจจะได้เห็น iMac Pro กลับมาทำตลาดวางขายอีกครั้งโดยใช้ชิป M1 Ultra ที่ใช้กับ Mac Studio ตอนนี้ และ Mac Pro ที่ปรับเปลี่ยนมาใช้ Apple Silicon แต่ด้วยความที่ ตัว Mac Pro เป็นสินค้าในกลุ่ม Mac ระดับสูงที่ต้องแรงแบบสุดๆแบบที่เราคาดไม่ถึง ก็ต้องมารอดูกันว่าเราจะได้เห้นตัว Mac Pro ในงานนี้ด้วยรึเปล่า
  • สำหรับ  MacBook Pro 14 และ 16 นิ้วที่เปิดตัวด้วยชิป M1 Pro และ M1 Max ถูกเปิดตัวครั้งแรกในงาน October Event ของปี 2021 แล้วจะมีความเป็นไปได้มั้ยที่เดือน ตุลาคม 2022 นี้จะมีการอัปเกรด MacBook Pro ใหม่เปลี่ยนมาเป็นชิป M2 Pro และ M2 Max จากวันเปิดตัวชิป Apple Silicon รุ่นต่างๆที่เราใส่ตารางให้ดูข้างล่าง ให้ดูจะเห็นว่า จากวันเปิดตัว M1 จนถึงการมาของตัว M1 Pro และ Max จะใช้เวลาห่างกัน 11 เดือน หรือตีกลมๆเป็น 1 ปี ตัวชิป M2 เพิ่งจะเปิดตัวมาเดือน 6 ซึ่งจะห่างจาก Event นี้ 5 เดือน ผู้เขียนมองว่าเราอาจจะยังไม่ได้เห็น MacBook Pro 14 และ 16 นิ้ว ที่มาพร้อมชิป M2 ใน Event นี้ แต่อาจจะไปอัปเกรดอีกทีตอนปี 2023 เลย เพราะถ้าดูจาก ช่วงเวลาแล้วมันสั้นเกินไป
    M1
    10 พฤศจิกายน 2020 
    M1 Pro และ Max
    18 ตุลาคม 2021
    M1 Ultra
    8 มีนาคม 2022
    M2
    6 มิถุนายน 2022

iPad

  • iPad Pro รุ่นใหม่ที่จะมาพร้อมชิป M2 สำหรับ iPad Pro รุ่นปัจจุบันที่วางขายอยู่ตอนนี้ใช้ชิป M1 และเปิดตัวช่วง เดือนพฤษภาคมของปี 2021 ก็ถือว่ามีอายุเกิน 1 ปีแล้ว ใน Event นี้มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะเห็น iPad Pro รุ่นใหม่ที่ใช้ชิป M2
  • เรื่องการชาร์จที่จะรอบรับระบบไร้สาย Magsafe ก็เป็นอะไรที่ โดนลือ กันมาระยะนึงแล้วว่า iPad Pro จะเพิ่มระบบการชาร์จแบบ Magsafe มาให้ด้วย และจะเป็นอุปกรณ์แรกของ Apple ที่รองรับการชาร์จแบบ Reverse charging นั่นก็คือ จะใช้ iPad ชาร์จแบบไร้สายให้ iPhone และ AirPods ได้ด้วย ส่วนเรื่องความเร็วในการชาร์จได้ก็ยังต้องรอดูเพิ่มเติมในอนาคตว่าจะมีอัพเดทข่าวลือเรื่องนี้ยังไงเพิ่มเติมบ้าง

  • ส่วนเรื่องของหน้าจอ เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมาเป็นการเปิดตัว iPad Pro ตัวล่าสุด และไซส์ 12.9 นิ้วมีการเปลี่ยนมาใช้ พาเนลหน้าจอแบบใหม่เป็นแบบ mini LED เป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับรุ่น 11 นิ้วที่ยังไม่ได้รับตัว พาเนลหน้าจอนี้ จริงๆมีข่าวลือมาว่าอาจมีการปรับมาใช้จอ OLED ด้วย แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่ามีความเป็นไปได้ แต่น่าจะยังไม่ใช่เร็วๆนี้แน่ๆ เพราะตัว iPad 12.9 ก็เพิ่งจะเปลี่ยนจอ แถมตัว 11 นิ้วก็ยังคงใช้พาเนลจอ LCD เหมือนเดิมอยู่ คาดว่าถ้าจะมีอะไรที่อัพเดทเรื่องนี้จริงๆ เราน่าจะเห็นข่าวดีในตัว 11 นิ้วมากกว่า ที่จะได้ใช้ mini LED

นี่ก็เป็นการรวบรวม Event หลักๆที่ Apple มักจะจัดขึ้นเสมอ และเป็น Event ที่เหลืออยู่สำหรับปีนี้ ผู้เขียนก็ได้ทำการรวบรวมข่าวลือ ข้อมูลที่เราพอจะหามาและมองว่ามีความเป็นไปได้มาให้ครับ ยังไงแล้ว ถ้ายิ่งใกล้วันก็น่าจะยิ่งมีข่าวหลุดเพิ่มเติมมาให้เราดูกันมากกว่านี้แน่นอน

from:https://droidsans.com/apple-event-2022/

Foot Locker ยักษ์ค้าปลีกอุปกรณ์กีฬาบุกไทย เปิดสาขาแรกต้นปี 2566 ชิงเค้กตลาด 3 หมื่นล้านบาท

การระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสการอยากออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน ทำให้สินค้าอุปกรณ์กีฬาในไทยคึกคักต่อเนื่อง ล่าสุด Foot Locker ค้าปลีกอุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเตรียมมาเปิดสาขาในไทยเป็นครั้งแรกในช่วงต้นปี 2566 เพื่อหวังชิงเค้กตลาดนี้ที่มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท

Foot Locker
ภาพจาก Foot Locker

Foot Locker กับการบุกตลาดไทย

พีที มิตรา อาดิเพอคาซา ทีบีเค (PT Mitra Adiperkasa Tbk – MAPI) บริษัทค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ชั้นนำของอินโดนีเซีย ร่วมมือกับ ฟุตล็อกเกอร์ อิงค์ (Foot Locker, Inc.) ผู้ค้าปลีกสินค้ากีฬา และไลฟ์สไตล์ระดับโลก เพื่อดำเนินกิจการร้าน Foot Locker ในประเทศไทยทั้งในรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์ โดยอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ พีที แมพ แอคทีฟ อาดิเพอคาซา ทีบีเค (PT MAP Aktif Adiperkasa Tbk – MAPA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ MAPI ถือหุ้นทั้งหมด

การเข้ามาในตลาดไทยถือเป็นการต่อยอดจากการขยายธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียไปก่อนหน้านี้ โดยบริษัทมองไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงในเอเชียแปซิฟิก และบริษัทมีแผนเปิดตัวร้าน Foot Locker Power Store แห่งแรกในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2566 ถือเป็นครั้งแรกที่ Foot Locker เข้ามาดำเนินกิจการในไทยอย่างเป็นทางการ และให้คนไทยเข้าถึงสินค้ากีฬา และสนีกเกอร์ชั้นนำของ Foot Locker ได้ง่ายขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Foot Locker เป็นค้าปลีกอุปกรณ์กีฬาต่างชาติรายล่าสุดที่เข้ามาบุกตลาดไทย โดยก่อนหน้านี้มี JD Sports จากสหราชอาณาจักร และ Atmos จากประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนค้าปลีกในไทยนอกจาก Super Sports ของกลุ่มเซ็นทรัล และ Sports Mall ของกลุ่มเดอะมอลล์ ยังมีผู้ค้าปลีกรองเท้า และอุปกรณ์กีฬาที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เช่น Carnival โดยฐานเศรษฐกิจรายงานว่า มูลค่าตลาดค้าปลีกอุปกรณ์กีฬาในไทยอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท ในปี 2565

อ้างอิง // ข่าวประชาสัมพันธ์ Foot Locker

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Foot Locker ยักษ์ค้าปลีกอุปกรณ์กีฬาบุกไทย เปิดสาขาแรกต้นปี 2566 ชิงเค้กตลาด 3 หมื่นล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/foot-locker-thailand/

เสียวหมี่เปิดตัวทัพผลิตภัณฑ์ AIoT รุ่นใหม่ ตอบโจทย์มินิมอลสไตล์

ประกาศวางจำหน่าย ไดร์เป่าผม Xiaomi Ionic Hair Dryer H300, เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Compact และพัดลม Mi Smart Standing Fan 2 Lite ให้คุณเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้

เสียวหมี่ ประเทศไทย ประกาศวางจำหน่ายทัพผลิตภัณฑ์ AIoT อัจฉริยะรุ่นใหม่ 3 รุ่น ที่มาพร้อมดีไซน์เรียบเก๋ตอบโจทย์มินิมอลไสตล์ ได้แก่ ไดร์เป่าผม Xiaomi Ionic Hair Dryer H300 ราคา 999 บาท, เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Compact ราคา 2,490 บาท และ พัดลม Mi Smart Standing Fan 2 Lite ราคา 1,999 บาท ผลิตภัณฑ์ AIoT ทั้ง 3 รุ่นวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

Advertisementavw
Mi Ionic Hair Dryer H300

ไดร์เป่าผม Xiaomi Ionic Hair Dryer H300 พลังลมแรงกว่า 20m/s ช่วยให้ผมของคุณแห้งไวขึ้นถึง 15% และหัวเป่าลมสามารถหมุนได้ถึง 360 องศา ตัวเครื่องยังถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาและขนาดกระทัดรัดเพียง 9.5 ซม.เท่านั้น ช่วยให้คุณจับถนัดมือและสามารถจัดเก็บได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังสะดวกต่อการพกพาไปในที่ต่างๆ ไดร์เป่าผม Xiaomi Ionic Hair Dryer H300 ยังมีโหมดหมุนเวียนลมร้อนและลมเย็นในการช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อนสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังป้องกันเส้นผม หนังศรีษะ และสภาพเส้นผมให้เสถียร ด้วยประจุลบ 50 ล้าน นอกจากนี้ หัวเป่ายังมีวัสดุฉนวนกันความร้อนสองชั้นและระบบป้องกันความร้อนสูงเกินไปสองชั้นเพื่อการเป่าลมร้อนอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ไดร์เป่าผม Xiaomi Ionic Hair Dryer H300 วางจำหน่ายในราคา 999 บาท ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

Xiaomi Smart Air Purifier 4 Compact 60 degree

เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Compact  รุ่นใหม่ถูกออกแบบมาให้มีขนาดกระทัดรัด ทำให้สะดวกสบายต่อการตั้งวางมากยิ่งขึ้นโดยสามารถนำไปตั้งได้ทั้งบนโต๊ะ บนพื้น หรือง่ายต่อการนำไปวางไว้ที่มุมหลบสายตา เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Compact มาพร้อมประสิทธิภาพการกรองขั้นสูงที่สามารถดักจับอนุภาคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอนได้มากถึง 99.97%  โดยสามารถต้านทานละอองเกสร สะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยง และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถฟอกอากาศได้รอบทิศ 360° และฟอกอากาศสะอาด (PCADR) ได้ถึง 230 ลบ.ม./ชม. เหมาะสำหรับการใช้งานกับห้องขนาด 16-27 ตร.ม. พร้อมการทำงานอย่างเงียบเป็นพิเศษโดยใช้เสียงเพียง 20dB ภายใต้โหมดสลีปและใช้ไฟเพียง 27W นอกจากนี้เครื่องฟอกนี้ยังได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ด้าน ’Allergy Care’  ผู้ใช้งานยังสามารถรตรวจสอบคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ด้วยไฟแสดงสถานะสี่สีที่ใช้งานและควบคุมได้อย่างง่ายดายได้ผ่าน Mi Home App ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Google Assistant และ Amazon Alexa ได้อีกด้วย

เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Compact วางจำหน่ายในราคา 2,490 บาท  พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ซื้อในระหว่างวันที่ 8-31 สิงหาคม 2565 สามารถหาซื้อได้ในราคาพิเศษเพียง 1,990  บาท ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

พัดลม Mi Smart Standing Fan 2 Lite พัดลมดีไซน์มินิมอลที่ให้ลมแรงแต่อ่อนโยนด้วยใบพัดที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ 7 ใบพัด โดยกระแสลมนั้นสามารถไปได้ไกลกว่า 16 เมตร พัดลม Mi Smart Standing Fan 2 Lite ยังสามารถปรับระดับความสูงได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะปรับให้พอดีกับหน้าจอหรือใช้กับระดับพื้น ตัวพัดลมมาพร้อมโหมดการทำงานปกติและโหมดนอนหลับโดยสามารถปรับระดับความเร็วได้ถึงสามระดับ และสามารถปรับส่ายและปรับไปด้านหลังเพื่อเป่าลมได้อย่างทั่วถึง ทั้งยังทำงานอย่างเงียบสงบโดยใช้เสียงเพียง 37 dB(A) เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถทำการควบคุมอัจฉริยะผ่าน Google Assistant, Alexa และ Mi Home APP ได้อีกด้วย

พัดลม Mi Smart Standing Fan 2 Lite วางจำหน่ายในราคา 1,999 บาท  ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

Mi Smart Standing Fan 2 Lite

สามารถรับชมภาพเพิ่มเติมได้ที่  Xiaomi Smart Air Purifier 4 Compact, Mi Smart Standing Fan 2 Lite, Xiaomi Ionic Hair Dryer H300

from:https://notebookspec.com/web/660627-xiaomi-ionic-hair-dryer-h300

Amazon ประกาศทุ่มเงินกว่า 60,000 ล้านบาท เข้าซื้อบริษัท iRobot ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ Smart Home

Amazon ขอขยายอาณาจักรอุปกรณ์อัจฉริยะด้วยการประกาศเข้าซื้อบริษัท iRobot เข้ามาเพิ่มความแข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทดังกล่าวที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roomba ที่หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักคุ้นเคยกันมาบ้าง โดยการเข้าซื้อครั้งนี้ก็เพื่อมุ่งพัฒนาสินค้าประเภทสมาร์ทโฮมให้ตอบโจทย์กับโลกยุคใหม่ให้ใช้ชีวิตกันอย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับสัญญาการเข้าซื้อนี้มีมูลค่าสูงราว 60,000 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

เมื่อวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา Amazon บริษัทสายเทคยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศควบรวมกิจการกับบริษัท iRobot ที่เรารู้จักกันในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ Roomba ที่ใช้ดูดฝุ่น ถูพื้น และการทำความสะอาดในครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทหุ่นยนต์สำหรับเด็ก ให้เอาไปใช้ในการศึกษาด้านเขียนโค้ดต่าง ๆ อีกด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่นที่บริษัทได้ใช้เป็นแนวทางนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เสมอมา และ Amazon ก็เห็นถึงประสิทธิภาพในด้านนี้ และพร้อมที่จะร่วมงานกันสร้างสรรค์หุ่นยนต์ตัวใหม่ ๆ ต่อไปนั่นเอง

Amazon ก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า บริษัท iRobot ได้แสดงความมุ่งมั่นและได้พิสูจน์ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนได้จริง เห็นได้จากการออกแบบให้หุ่นยนต์มีความสามารถอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การวางแผนทำความสะอาดพื้นบ้านง่าย ๆ เช่นกำหนดบริเวณและเวลาในการทำความสะอาด ไปจนถึงการที่หุ่นยนต์สามารถนำเศษขยะที่เก็บมาไปทิ้งได้ด้วยตัวเอง

และการที่บริษัท Amazon ก็มีความสนใจตรงกันในด้านการคิดพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของผู้บริโภคเป็นหลัก และก็มีประวัติการผลิตสินค้าแนว Smart Home มาก่อนแล้ว อย่างเช่นผู้ช่วยอัจฉริยะ Alexa ที่มาในลำโพง + หน้าจออัจฉริยะซีรีส์ Echo ทำให้ดีลสัญญานี้จะเกิดผลประโยชน์ต่อการพัฒนาในอนาคตอย่างมากครับ

โดยสัญญาการควบรวมระหว่าง Amazon และ iRobot นี้มีมูลค่าอยู่ที่ 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 60,000 ล้านบาทไทย ซึ่งในขณะนี้ยังคงรอการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของ iRobot และทำตามขั้นตอนการซื้อขายตามกฎหมายอยู่ โดยเมื่อการซื้อได้สำเร็จไปแล้ว CEO คนเดิมของบริษัท iRobot ก็ยังจะคงทำหน้าที่อยู่ตามเดิมครับ

 

ที่มา: Amazon (1) (2), iRobot

from:https://droidsans.com/amazon-acquire-irobot/

Tesla ตั้งเป้าให้มีรถ Tesla วิ่งบนถนน 2 ล้านคันต่อปี ภายในสิ้นปี 2022

Tesla ตั้งเป้าว่าจะให้มีอัตรการวิ่งบนท้องถนนของรถ Tesla […] More

from:https://www.iphonemod.net/tesla-is-aming-for-2-million-annual-run-rate-by-the-end-of-2022.html

Robotaxi ของ Baidu ได้รับอนุญาตให้สามารถให้บริการได้โดยไม่ต้องมีคนขับ

บริษัท Baidu เป็นรายแรกในจีนที่ได้รับอนุญาตให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับโดยไม่ต้องมีคนนั่งหลังพวงมาลัย หลังจากเดือนเมษายนที่ผ่านมา Baidu เพิ่งได้รับอนุญาตให้สามารถให้บริการได้กรุงปักกิ่ง โดยยังต้องมีคนขับนั่งหลังพวงมาลัยตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม บริการรถไร้คนขับของ Baidu สามารถให้บริการในพื้นที่จำกัด คือ บริเวณที่กำหนดไว้ให้ในมณฑลอู่ฮั่นและนครฉงชิ่งในช่วงกลางวันเท่านั้น ซึ่งมีพื้นที่ราว 13 ตารางกิโลเมตรอยู่ในพื้นที่พัฒนาทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของอู่ฮั่น (WHDZ) รวมถึงราว 30 ตารางกิโลเมตรในเขตหยงชวนของนครฉงชิ่ง

Baidu เปิดเผยว่าได้มีมาตรการด้านความปลอดภัยรองรับซึ่งรวมถึงการตรวจสอบดูแลสภาพการจราจร การขับขี่ทางไกลและระบบจัดการด้านความปลอดภัยในการให้บริการแท็กซี่อัตโนมัติ บริษัทยังทดสอบรถยนต์ไร้คนขับในสหรัฐอเมริกาด้วย

ที่มา: Engadget

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/129721

for feed news app

%d bloggers like this: